posttoday
บิตคอยน์ทะลุ 1 หมื่นดอลล์ ชี้สัญญาณใกล้สู่เมนสตรีม

บิตคอยน์ทะลุ 1 หมื่นดอลล์ ชี้สัญญาณใกล้สู่เมนสตรีม

28 พฤศจิกายน 2560

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ หลังรอลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ บิตคอยน์ซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่สุดในสกุลเงินดิจิทัล พุ่งขึ้นทะลุ 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกตามความคาดหมายเมื่อวานนี้ โดยในระหว่างการซื้อขาย ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.07 หมื่นดอลลาร์ ที่บิตแสตมป์หนึ่งในแพลตฟอร์มเทรดบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในยุโรป ขณะที่ฝั่งเอเชียนั้น ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.03 หมื่นดอลลาร์ ระหว่างการซื้อขายที่ตลาดฮ่องกง

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หลังรอลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ บิตคอยน์ซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่สุดในสกุลเงินดิจิทัล พุ่งขึ้นทะลุ 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกตามความคาดหมายเมื่อวานนี้ โดยในระหว่างการซื้อขาย ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.07 หมื่นดอลลาร์ ที่บิตแสตมป์หนึ่งในแพลตฟอร์มเทรดบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในยุโรป ขณะที่ฝั่งเอเชียนั้น ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.03 หมื่นดอลลาร์ ระหว่างการซื้อขายที่ตลาดฮ่องกง

คอยน์มาร์เก็ตแท็ปดอทคอม เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลตลาดเงินดิจิทัล ระบุว่า มูลค่าตลาดบิตคอยน์เพิ่มขึ้นไปมากกว่า 10 เท่า ภายในปี 2017 จนมีมูลค่ากว่า 1.76 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.72 ล้านล้านบาท) ขณะที่มูลค่าตลาดเงินดิจิทัลทั้งหมดอยู่ที่ 3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9.75 ล้านล้านบาท)

ราคาที่ทะยานขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้หลายฝ่ายเริ่มส่งเสียงเตือนฟองสบู่บิตคอยน์แตก โดยนักวิเคราะห์บางรายบอกว่าราคาบิตคอยน์ในขณะนี้คล้ายคลึงกับกรณี "ทิวลิป มาเนีย" ซึ่งเป็นการปั่นราคาดอกทิวลิปในเนเธอร์แลนด์เมื่อสมัย 400 ปีก่อน จนมีราคาเทียบเท่ากับบ้านหนึ่งหลัง

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์อีกฝั่งมองว่าบิตคอยน์ยังไม่มีแนวโน้มเกิดฟองสบู่แตกในเร็วๆ นี้จากภาวะโอเวอร์ซัพพลาย เนื่องจากปริมาณเหรียญ บิตคอยน์มีจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ เช่นเดียวกับปริมาณเหรียญเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ ที่ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ยังมีประเด็นการถกเถียงกันเรื่องมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของบิตคอยน์ จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าราคาเงินดิจิทัลทะยานขึ้นมากเกินไปจนจะเสี่ยงเกิดฟองสบู่แตกหรือไม่

แต่สิ่งที่บอกได้ในตอนนี้คือ ราคาบิตคอยน์ที่พุ่งทะยานไปถึง 933% ในปี 2017 บ่งชี้ว่าเงินดิจิทัลกำลังขยับไปใกล้ความเป็น "เมนสตรีม" หรือการเข้าไปอยู่ในความสนใจและความนิยมกระแสหลักของนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นทุกที

ปัจจัยแรกสู่ความเป็นเมนสตรีม เริ่มต้นจากความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ เช่น กรณีเวเนซุเอลาที่เงินเฟ้อจะทะลุไปอยู่ที่ 4,115% ในปีนี้จากปีก่อนหน้า ตามคาดการณ์ของ สตีฟ แฮงก์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกิ้น ซึ่งทำให้เงินโบลิวาร์ไร้ค่า เปรียบเสมือนเศษกระดาษที่ไม่สามารถใช้ซื้ออะไรได้ ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลาหันไปซื้อเงินบิตคอยน์กันมากขึ้น เช่นเดียวกับสถานการณ์แบบเดียวกันในซิมบับเว ที่ดันให้ดีมานด์บิตคอยน์เพิ่มขึ้นจนราคาไปอยู่ที่ 1.7 หมื่นดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันปัจจัยสำคัญในการติดปีกให้เงินดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นนั้น มาจากการ ที่บรรดาสถาบันการเงินดั้งเดิมต่างๆ และบริษัทเทรดรายใหญ่เริ่มเปิดรับ บิตคอยน์เข้ามาอยู่ในขอบเขตการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยความเคลื่อนไหว ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือการจะเปิดสัญญาล่วงหน้าบิตคอยน์ (ฟิวเจอร์ส) ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ของซีเอ็มอี กรุ๊ป บริษัทให้บริการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลกสัญชาติสหรัฐ ซึ่งหากได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสหรัฐ (ซีเอฟทีซี) แล้ว สถานะของบิตคอยน์จะได้รับการยกขึ้นเทียบเท่ากับ "สินทรัพย์" ที่สามารถซื้อขายในฟิวเจอร์สแบบเดียวกับทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตร

ลีโอ มาลาเมด ประธานกิตติมศักดิ์ของซีเอ็มอี กรุ๊ป เปิดเผยว่า บิตคอยน์ ฟิวเจอร์สช่วยคุมเงินดิจิทัล และจะดึงดูดนักลงทุนสถาบันเข้ามาในตลาดเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่การสร้างการยอมรับในวงกว้างต่อไป

"นั่นเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์บิตคอยน์ เราจะควบคุมไม่ให้ราคาบิตคอยน์เตลิดเปิดเปิงจนเกินไป ด้วยการใช้กลไกการซื้อขาย ในตลาด" มาลาเมด เปิดเผยกับ รอยเตอร์ส ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ แดเนียล มาสเตอร์ส ประธานบริษัทบริหารการลงทุนหลักทรัพย์ โกลบอล แอดไวเซอร์ส ที่มองว่า บิตคอยน์ฟิวเจอร์สจะช่วยคุมไม่ให้ราคา บิตคอยน์แกว่งแรงจนเกินไป เนื่องจากการถือฟิวเจอร์สในระยะยาว และการ ชอร์ตฟิวเจอร์สเพื่อทำกำไรจะช่วยสร้างสมดุลให้ราคา

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ตลาดซื้อขายตราสารอนุพันธ์ชิคาโก (ซีบีโออี) คู่แข่งของซีเอ็มอี เปิดเผยเมื่อเดือน ส.ค. เช่นกันว่า บริษัทวางแผนเปิดการซื้อขายบิตคอยน์ฟิวเจอร์สในปี 2018 และกำลังรอการอนุมัติจากซีเอฟทีซี

ไม่เพียงแค่ซีเอ็มอีและซีบีโอที จะแสดงความสนใจในบิตคอยน์เท่านั้น วอลสตรีทเจอร์นัลและซีเอ็นบีซีรายงานเมื่อเดือน ต.ค.ว่า โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังจากสหรัฐ กำลังพิจารณาตั้งหน่วยงานซื้อขายเงินดิจิทัลในอนาคตอันใกล้ด้วยเช่นกัน

ขณะที่ล่าสุด ธนาคารพาณิชย์ รายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ จะเตรียมเปิดบริการระบบเก็บข้อมูลและบิตคอยน์วอลเล็ตภายในปี 2018 เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเก็บรักษาบิตคอยน์ในระบบ หากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ

ความนิยมของเงินดิจิทัลยังต่อยอดไปสู่การสร้างเครื่องมือการลงทุนแบบใหม่ๆ เช่น การเสนอขายเหรียญดิจิทัลครั้งแรก (ไอซีโอ) ซึ่งคนส่วนใหญ่ผ่านตากันมาก่อนหน้านี้ รวมไปถึงกองทุน "คริปโตฟันด์" ซึ่งจะพิจารณาเข้าไปลงทุนในไอซีโอเพื่อทำกำไรให้ลูกค้า

ออโตโนมัส เน็กซ์ บริษัทวิจัยทางการเงิน เปิดเผยว่า จำนวนคริปโตฟันด์อยู่ที่ 124 กองทุนแล้วในขณะนี้ ซึ่ง 90 กองทุนจากจำนวนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาในปีนี้เพียงปีเดียว โดยมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดที่คริปโตฟันด์บริหารจัดการอยู่ที่ 2,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.4 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ดี กว่าที่เงินดิจิทัลจะไปสู่เมนสตรีมอย่างแท้จริง จะต้องก้าวข้าม "ความกังวลแบบเดิมๆ" ไปให้ได้ เสียก่อน ซึ่งมาจากความผันผวนของราคาเป็นหลัก ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศ นอกจากออสเตรเลียและจีน ยังคงไม่มีการออกมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมในการควบคุมตลาดเงินดิจิทัล และกล่าวเพียงว่า "จะจับตาดูอย่าง ใกล้ชิด" เท่านั้น เมื่อราคาบิตคอยน์ พุ่งทะยานขึ้น n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท