
ขู่ปลดซีอีโอรัฐวิสาหกิจ แผนเร่งปั๊มผลงานดันศก.
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการสัมมนาใหญ่ผู้บริหารระดับสูงสุด หรือซีอีโอ ของรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่ จ.ลำปาง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานเปิดสัมมนาส่งสัญญาณกับรัฐวิสาหกิจชัดเจน ว่าต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเห็นผลได้จริง หากทำไม่ได้ สมคิดได้ขู่ถึงขนาดจะมีการปลดซีอีโอของรัฐวิสาหกิจออกจากตำแหน่ง
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การสัมมนาใหญ่ผู้บริหารระดับสูงสุด หรือซีอีโอ ของรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่ จ.ลำปาง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานเปิดสัมมนาส่งสัญญาณกับรัฐวิสาหกิจชัดเจน ว่าต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเห็นผลได้จริง หากทำไม่ได้ สมคิดได้ขู่ถึงขนาดจะมีการปลดซีอีโอของรัฐวิสาหกิจออกจากตำแหน่ง
ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ที่ร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ ก็ได้ให้นโยบายกับรัฐวิสาหกิจต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อรับมือการแข่งขันของโลกให้ได้ หากทำไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนตัวผู้บริหารซีอีโอรัฐวิสาหกิจ
สัญญาณจากทั้งสมคิดและอภิศักดิ์ ถือว่าแรงมากในการเร่งให้รัฐวิสาหกิจช่วยขับเคลื่อนให้ได้เต็มศักยภาพมากกว่าที่ผ่านมา
สำหรับการสัมมนาซีอีโอรัฐวิสาหกิจครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 มีหัวข้อการสัมมนาที่สำคัญคือการทำบิ๊กดาต้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการสัมมนาครั้งแรกปีที่ผ่านมาเป็นหัวข้อการเร่งเบิกจ่ายการลงทุน เนื่องจากการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีสูงถึง 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งหากเบิกจ่ายได้มาก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยที่ภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่นขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สมคิด ระบุว่า การทำงานของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้อย่างก้าวกระโดด เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2560 ขยายตัวได้ 4.3% ถือเป็นตัวเลขการขยายตัวที่ไม่ธรรมดา จาก 2 ปีก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 0.8%
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอยากได้รัฐวิสาหกิจช่วยเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุน แต่อยากให้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือเศรษฐกิจท้องถิ่นและรากหญ้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งในปีหน้ารัฐบาลจะมุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวเป็นวาระสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลมุ่งดำเนินการ ได้แก่ เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความยากจน
สำหรับแนวทางนั้น รัฐบาลต้องการเห็นรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง เข้าไปช่วยฝึกอาชีพและหางานให้กับผู้มีรายได้น้อยได้ทำ ได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลขีดเส้นให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ภายในปี 1 ปี
ในส่วนของการทำบิ๊กดาต้าของรัฐวิสาหกิจ สมคิดประกาศเอาจริงกับเรื่องนี้อย่างมาก ต้องการให้รัฐวิสาหกิจแชร์ข้อมูลกันผ่านการประมวลผลด้วยเทคโนโลยี เพื่อที่จะได้ข้อมูลเชิงลึกในการทำนโยบายและมาตรการดูแลเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวชี้วัดการทำงานที่สำคัญของซีอีโอของรัฐวิสาหกิจ
สำหรับการทำบิ๊กดาต้าของรัฐวิสาหกิจ จะดีเดย์ที่กลุ่มแบงก์รัฐในปีหน้าจะมีการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยจะมีการเชื่อมฐานข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินของรัฐทั้งหมด เพื่อให้เห็นข้อมูลในเชิงลึกเพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในแต่ละภูมิภาคและรายอุตสาหกรรม โดยจะมีการตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลในส่วนนี้โดยเฉพาะ และจะมีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างสถาบันการเงินของรัฐว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใดสถาบันการเงินของรัฐใดจะเข้าไปดูแล โดยจะต้องทำให้เกิดได้จริงในทางปฏิบัติภายใน 1 ปี
นอกจากนี้ ยังจะมีการทำบิ๊กดาต้าในกลุ่มท่องเที่ยว โดยให้รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหมดต้องมาแชร์ข้อมูล ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย บริษัท ขนส่ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นและชุมชนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวอยู่แต่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวปีละ 10 ล้านคน จะทำอย่างไรดึงคนกลุ่มนี้ให้มาเที่ยวลำพูนหรือลำปางให้ได้ปีละ 2 ล้านคน เป็นต้น
หรือจะเป็น จ.น่าน มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ จ.แพร่ ที่อยู่ติดกันไม่ไกลไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเลย หรือจะเป็น จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวปีละ 4 แสนคน แต่มีนักท่องเที่ยวเกาะสมุยปีละ 5 ล้านคน จะทำอย่างไรดึงนักท่องเที่ยวมาในจังหวัดรองให้ได้
ขณะที่รัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆ ที่สำคัญก็จะต้องมีการทำบิ๊กดาต้า เพื่อที่จะสนับสนุนการทำให้ประเทศเป็นเมืองแห่งความทันสมัยเหมือนกับประเทศสิงคโปร์ที่ล้ำหน้าประเทศไปหลายก้าวในเรื่องการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้ามาพัฒนาประเทศจนติดอันดับประเทศต้นๆ ของโลกที่น่าลงทุนและน่าอยู่อาศัย
สำหรับอภิศักดิ์ก็ได้ส่งสัญญาณชัดว่า รัฐวิสาหกิจเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ละรัฐวิสาหกิจถูกกำหนดหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ หลายแห่งดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการเงิน เป็นต้น หากรวมพลังได้ทำให้ประเทศมีความเจริญมีความก้าวหน้า จากที่ในอดีตต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างเก่งทำให้ไม่มีพลังมาก แต่เมื่อมีการเอาพลังมารวมกันโดยระบบดิจิทัลทำบิ๊กดาต้า มาวิเคราะห์ให้เห็นผลลัพธ์ในการพัฒนาประเทศต่อไปได้อีกมาก
นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังต้องการให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจขนาดเล็ก เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเข้มแข็งเพื่อไปช่วยเหลือสังคม ช่วยรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เช่น การแก้ปัญหาให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 3 หมื่นบาท พ้นจนความยากจน โดยรัฐวิสาหกิจมีบุคลากรจำนวนมาก ที่จะช่วยฝึกอาชีพรวมถึงจ้างงานให้ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีศักยภาพมากพอทำในเรื่องนี้ได้ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญ
รมว.คลัง ยังเน้นให้รัฐวิสาหกิจเพิ่มประสิทธิภาพเพราะการแข่งขันเศรษฐกิจมีสูง ความสามารถในการแข่งขันต้องมี ดังนั้นการที่เป็นรัฐวิสาหกิจจะต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแข่งขันได้ ไม่ใช่บอกว่ารัฐวิสาหกิจไทยแข่งไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ก็ต้องเปลี่ยนตัวซีอีโอ เพราะซีอีโอต้องคิดว่าจะทำให้รัฐวิสาหกิจแข่งขันในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จนอาจทำให้ธุรกิจเดิมอาจจะอยู่ไม่ได้เลย จึงเป็นเรื่องที่ซีอีโอต้องปรับตัวเองและพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพ ให้แข่งขันกับตลาดโลกได้ ไม่ได้แข่งได้แต่ในประเทศไทย
จะเห็นว่าการประชุมซีอีโอรัฐวิสาหกิจ ฝ่ายนโยบายซึ่งเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งสมคิดและอภิศักดิ์ได้ส่งสัญญาณการทำงานของรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจนว่า ภารกิจหลักที่เคยทำได้ดีอยู่แล้วเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงในช่วงที่ผ่านมา ก็ต้องทำต่อไป
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือภารกิจใหม่การทำบิ๊กดาต้า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดดไประดับโลก โดยการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ทั้งปัญหาคนจน ผู้ประกอบการเกิดใหม่ ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในปีหน้า ซึ่งรัฐวิสาหกิจได้ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เห็นผลใน 1 ปี ซึ่งเส้นตายนี้เดิมพันด้วยตำแหน่งของซีอีโอของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง







