posttoday
ระวัง! โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

ระวัง! โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

20 พฤศจิกายน 2560

เรื่อง กันย์ภาพ pixabayจากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่าโรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทย คือ การติดเชื้อที่กระจกตาจากคอนแทคเลนส์และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอดและสายตาเลือนรางในประเทศไทย พบปัญหา 4 อันดับ คือ อันดับแรก คือ โรคต้อกระจก มีมากถึง 69.7% รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา 13.2% โรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา 4%

เรื่อง กันย์ภาพ pixabay

จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่าโรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทย คือ การติดเชื้อที่กระจกตาจากคอนแทคเลนส์และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอดและสายตาเลือนรางในประเทศไทย พบปัญหา 4 อันดับ คือ อันดับแรก คือ โรคต้อกระจก มีมากถึง 69.7% รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา 13.2% โรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา 4%

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า การติดเชื้อที่กระจกตาเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา ตามัว น้ำตาไหล มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา เปลือกตาบวม และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้ ซึ่งหากไม่ได้ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จุดขาวที่เกิดขึ้นจะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่ดวงตา เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก ไปจนถึงตาบอด

สำหรับการลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตาสามารถทำได้โดยผู้ป่วยต้องดูแลรักษาเลนส์อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามไม่ให้เลนส์สัมผัสกับน้ำทั่วไป ต้องเป็นน้ำยาที่ใช้สำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น ไม่ใส่เลนส์เกินอายุการใช้งานที่ระบุไว้ข้างกล่อง ไม่ใช้คอนแทคเลนส์มือสอง ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะหลับและควรเปลี่ยนตลับแช่คอนแทคเลนส์บ่อยครั้ง ที่สำคัญคือการตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาและตรวจวัดค่าสายตาหรือเลนส์ที่เหมาะสมอย่างน้อยทุก 6-12 เดือน

ขณะที่โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม คือ การใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดอาการทางตาต่างๆ ตามมาได้ สามารถพบผู้ป่วยได้มากถึง 70% ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นประจำและมักพบได้บ่อยขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี สาเหตุหลักเกิดจากแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต รวมถึงผิวหน้าจอที่สามารถสะท้อนแสงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ มาสู่ตา จึงทำให้ปวดตา ล้าตาได้ง่าย อีกทั้งการกะพริบตาน้อยลงขณะที่อยู่หน้าจอจะทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบตา แพ้แสง หรือตามัว เมื่ออาการสะสมเรื่อยๆ อาการจะหนักขึ้น และปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ สำหรับการป้องกัน สามารถทำได้โดยการกะพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอและควรพักสายตา

เป็นระยะตามกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาทีให้พักสายตาอย่างน้อย 20 วินาที โดยการมองไกลๆ 20 ฟุต หรือหลับตาพักก็ได้ รวมทั้งการปรับท่าทางการทำงาน ตำแหน่งของหน้าจอ ใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการต่างๆ ได้มากขึ้น นอกจากการดูแลสายตาที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ยังสามารถดูแลสายตาได้จากภายใน คือ การรับประทานวิตามินเอ ที่มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ซ่อมแซมผิวของดวงตาและหลอดลม ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของผักบุ้ง เนื่องจากผักบุ้งจะมีวิตามินเอสูง การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำจะลดอาการปวดดวงตา ลดอาการแสบตาที่เกิดจากการใช้ดวงตาหนักๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย ตำลึง สรรพคุณช่วยบำรุงสายตาถนอมสายตาให้มีสุขภาพดี ช่วยในการมองเห็นอีกด้วย ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื้อฟักทองมีวิตามินเอสูง บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้

การที่ประชาชนคนไทยหันมาตระหนักถึงสุขภาพตา หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อดวงตา ตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนนานเกิน 25-30 นาที ต้องพักสายตาอย่างน้อย 1-5 นาที ควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และพักผ่อนนอนหลับ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ประสาทตาได้พักการใช้งาน เพื่อลดภาวะการเจ็บป่วยจากโรคยอดฮิตทางสายตาได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท