
ชวนผู้สูงอายุฐานะดี สละเบี้ยสมทบกองทุนคนชรา
กนกวรรณ บุญประเสริฐ 1 ธ.ค. 2560 นี้ กระทรวงการคลังถือเป็นวันดีเดย์ที่จะเริ่มเปิดโครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่คิดว่ามีรายได้มากพอ หรือมีบุตรหลานที่เลี้ยงดูอย่างดีอยู่แล้ว สามารถแสดงความจำนงขอสละเบี้ยผู้สูงอายุที่ตัวเองได้รับอยู่แล้วหรือกำลังจะได้รับในปีนี้
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
1 ธ.ค. 2560 นี้ กระทรวงการคลังถือเป็นวันดีเดย์ที่จะเริ่มเปิดโครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่คิดว่ามีรายได้มากพอ หรือมีบุตรหลานที่เลี้ยงดูอย่างดีอยู่แล้ว สามารถแสดงความจำนงขอสละเบี้ยผู้สูงอายุที่ตัวเองได้รับอยู่แล้วหรือกำลังจะได้รับในปีนี้
ซึ่งปกติจะเปิดรับลงทะเบียนผู้สูงอายุตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย.ของทุกปี และจะได้รับเงินในเดือน ต.ค.ของปีถัดไป ให้โอนสิทธิในการสละเบี้ยแล้วนำเงินสมทบเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนนี้ เพื่อหาเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 3.6 ล้านคน
สำหรับเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ
- ผู้สูงอายุ อายุ 60-69 ปี จะได้รับ 600 บาท
- ผู้สูงอายุ อายุ 70-79 ปี จะได้รับ 700 บาท
- ผู้สูงอายุ อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาท
- ผู้สูงอายุ อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาท
กระทรวงการคลังเห็นว่าในรายที่ยากจนจริง เงิน 600 บาท/เดือน อาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุรายที่ทั้งยากจนและอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีลูกหลานคอยเลี้ยงดู จึงเห็นว่าต้องการจะเพิ่มเบี้ยให้คนกลุ่มเหล่านี้เป็น 1,200-1,500 บาท/เดือน
แต่เนื่องจากรัฐบาลมีภาระที่หนักอึ้งอยู่แล้ว เพราะต้องหางบประมาณเพื่อจ่ายเบี้ยคนชรา 8 ล้านคน ตกปีละ 6.4 หมื่นล้านบาท และในอนาคตประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 ซึ่งจะมีจำนวนคนชรามากถึง 20% ของประชากรทั้งประเทศ
การตั้งกองทุนผู้สูงอายุจึงน่าจะช่วยผ่อนเบาภาระงบประมาณได้ โดยแหล่งเงินมาจาก 2 ทาง คือ จากภาษีบาป โดยจะเก็บในอัตรา 2% ของภาษีที่เก็บจากสินค้าสุราและยาสูบตามกฎหมายสรรพสามิต มีเพดานการนำส่งไม่เกิน 4,000 ล้านบาท/ปี
กับการนำเงินสมทบมาจากผู้สูงอายุใจบุญที่มีฐานะดีอยู่แล้ว สละเบี้ยยังชีพตัวเองเข้าสู่กองทุนผู้สูงอายุ เพื่อนำเงินมาแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ประเมินคร่าวๆ ว่าถ้ามีผู้สูงอายุคืนเบี้ย 10% เท่ากับจะมีเงินที่บริจาคเข้ากองทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท แต่กรณีที่บริจาคแล้วเกิดมีปัญหาด้านการเงินสามารถแจ้งยกเลิกการบริจาคเงินได้ตลอด
1 ธ.ค.นี้ ผู้สูงอายุท่านใดสนใจคืนเบี้ยคนชรา แจ้งความประสงค์ได้ที่หน่วยรับแจ้งการบริจาค ได้แก่ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครที่ตนได้ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพไว้ กรณีต่างจังหวัดติดต่อที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่ตนได้ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพไว้ หรือที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต)
ทั้งนี้ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา จะส่งเงินบริจาคให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เพื่อส่งเข้ากองทุนผู้สูงอายุต่อไป และสำหรับกรุงเทพมหานครจะส่งเงินบริจาคเข้ากองทุนผู้สูงอายุโดยตรง
เอกสารหลักฐานก็ง่ายๆ เพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนา หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย กรณีมอบอำนาจต้องนำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจไปที่รับลงทะเบียน
ผู้บริจาค จะได้เหรียญเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นการตอบแทนการเสียสละเงินเบี้ยยังชีพที่จะนำไปให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1 เท่าของเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคอื่นแล้วไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อน ซึ่งกองทุนผู้สูงอายุจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้บริจาคต่อไป
สำหรับผู้สูงอายุที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ถ้าไม่เดือดร้อนการสละเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละไม่กี่ร้อยก็เปรียบเหมือนการได้ทำบุญทุกๆ เดือน เพื่อช่วยผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนทั่วประเทศ ถือว่าเป็นบุญใหญ่เพราะการให้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด







