
เอกนรินทร์ มูระมิ หาความรู้เพิ่มมูลค่าพอร์ตลงทุน
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์คนจำนวนมากประหยัดอดออมแต่ไม่ลงทุน ฝากเงินไว้กับธนาคารกินดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เมื่อเผชิญภาวะดอกเบี้ยต่ำยาวนาน จึงทำให้เงินที่ออมไว้เพิ่มพูนไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อที่โตขึ้นดังนั้นการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีเงินออม
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
คนจำนวนมากประหยัดอดออมแต่ไม่ลงทุน ฝากเงินไว้กับธนาคารกินดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เมื่อเผชิญภาวะดอกเบี้ยต่ำยาวนาน จึงทำให้เงินที่ออมไว้เพิ่มพูนไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อที่โตขึ้นดังนั้นการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีเงินออม
เอกนรินทร์ มูระมิ พนักงานบริการภาคพื้นลานจอด สายการบินไทยแอร์เอเชีย วัย 37 ปี เป็นหนึ่งในคนที่เคยไม่ลงทุนเพราะความไม่รู้มาก่อน แต่เพราะบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ พนักงานอย่างเขาได้ซื้อหุ้นด้วยจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจเรื่องการลงทุน
เขาเล่าว่า พอเริ่มทำงานก็เริ่มใส่ใจเรื่องการเก็บเงินแล้ว เพราะมีความตั้งใจว่าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น มีอนาคตที่สดใส ต่างจากอดีตที่เคยจน ซึ่งใช้ชีวิตเหนื่อยพอสมควร
ช่วงแรกหลังได้ทำงานก็เริ่มจากหารายได้เสริม พร้อมเก็บเงินน้อยจนถึงมากเท่าที่เก็บไหว เมื่อได้รายได้มากขึ้นก็ออมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ของการออมเป็นเพียงการฝากประจำไว้ในธนาคาร ซื้อสลากออมสิน และฝากออมทรัพย์เท่านั้นยังไม่มีการลงทุนรูปแบบอื่นเลย เพราะยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเท่าใดนัก
กระทั่งสายการบินไทยแอร์เอเชียเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นใหม่ๆ ในฐานะพนักงานก็ได้ซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียไว้ด้วย และก็เป็นก้าวย่างแรกที่ทำให้ได้ลองเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น จากที่ก่อนหน้านั้นคิดมาตลอดว่าหุ้นคือการพนัน
"การซื้อหุ้นที่ขายให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ของไทยแอร์เอเชียเป็นการจุดประกายเรื่องลงทุน เพราะพอถือหุ้นไปนานๆ ก็อยากรู้ลึกมากขึ้นเรื่องหุ้น จากนั้นเริ่มซื้อหุ้นเพิ่มทั้งไทยแอร์เอเชีย รวมถึงหุ้นตัวอื่นบ้าง แต่ก็เป็นการซื้อขายแบบมั่วๆ เพียงแค่รู้สึกว่าซื้อมาขายแล้วได้เงินเร็วเนื่องจากช่วงนั้นหุ้นอยู่ในขาขึ้นแรงๆ รู้สึกว่าการเล่นหุ้นเป็นเรื่องง่ายจัง แต่หลังจากนั้นก็เหมือนคนมีแผลเต็มหลัง ขาดทุน และเรียนรู้จากการเจ็บมามากมาย"
เอกนรินทร์ อธิบายว่า ที่บาดเจ็บมากเพราะตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองรู้ดีไปหมด รู้สึกว่าตัวเองเก่ง มั่นใจเกินไป ทั้งที่จริงแล้วความรู้ที่มียังแค่หางอึ่ง ทำให้ต้องเจ็บหนักและห่างหายจากการเล่นหุ้นไป 6 เดือน
การบาดเจ็บครั้งนี้ไม่โทษใครเลยนอกจากตัวเอง แต่ครั้นจะให้เลิกเล่นหุ้นไปเลย เอกนรินทร์ก็มองว่า มาไกลเกินกว่าจะเลิกแล้ว ดังนั้นจึงกลับมาเริ่มทบทวนว่าต่อไปจะทำอย่างไรให้บาดแผลครั้งที่ผ่านมาที่เกิดขึ้น ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้ ตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องได้อะไรกลับมาจากบาดแผลนี้ด้วย
หลังจากนั้นมาจึงเริ่มต้นปรับตัวใหม่เริ่มจากหาความรู้ผ่านทุกช่องทาง ทั้งดูยูทูบ อ่านหนังสือ เพื่อเข้าใจแนวคิดของเซียนหุ้นหรือผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นการจัดหนักให้รู้ให้เข้าใจ ศึกษาทุกอย่างที่จะศึกษาได้
นอกจากนี้ ก็จะไม่ลงทุนโดยมองแค่ราคาขึ้นลงอีกต่อไป แต่จะมองถึงมูลค่ากิจการ ที่สำคัญแม้ใครมาพูดให้ฟังว่าหุ้นตัวไหนดียังไงก็จะยังไม่เชื่อ แต่จะศึกษาด้วยตัวเองก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้บาดเจ็บจากการเล่นหุ้น แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็สอนให้เอกนรินทร์เรียนรู้ให้มากขึ้น พร้อมกับวางแผนมากขึ้นโดยเอกนรินทร์ วางแผนว่าต้องมีเงิน 12 เท่าของเงินเดือนสำรองไว้เพื่ออยู่ให้ได้ 1 ปี แม้ไม่มีงานประจำทำ
จากนั้นหากคิดจะนำเงินไปเล่นหุ้นอีกก็จะเป็นส่วนที่เหลือจากเงินที่ต้องสำรองไว้แล้ว แต่หากได้โบนัสมาก็จะนำไปลงทุนหุ้นเพิ่มเติมอีก
เรียกว่าเป็นการเล่นหุ้นโดยจำกัดตัวเองไว้แค่ระดับหนึ่ง เผื่อผิดพลาดอะไรขึ้นมาก็ยังมีเงินให้อยู่รอดได้ 12 เดือน
นอกจากหาความรู้เพื่อลงทุนหุ้นอย่างรอบคอบแล้ว เอกนรินทร์ก็เริ่มลงทุนรูปแบบอื่นด้วย เช่น ซื้อกองทุนตามที่เจ้าหน้าที่ธนาคารแนะนำซื้อตราสารหนี้ รวมถึงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า
ขณะเดียวกันจากการเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ ก็จะซื้อประกันไว้หลากหลายรูปแบบทั้งประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพ เผื่อต้องรักษาตัวใน โรงพยาบาลก็จะได้ไม่ต้องจ่ายเองมาก
จากการวางแผนที่ทำมาก็ทำให้สำรองเงินได้ตามเป้าหมาย กระทั่งผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เอกนรินทร์ก็เพิ่มเป้าหมายการสำรองเงินเป็น 15 เท่าของเงินเดือน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในอนาคตมากขึ้นไปอีก
"เราเป็นคนไม่มีหนี้เลยยกเว้นหนี้ผ่อนบ้าน ตั้งแต่ทำงานมาเก็บเงินอย่างเดียว รถก็ไม่มี ทำให้รายจ่ายต่อเดือนไม่สูง จึงเก็บได้มาก เรียกว่าไม่ได้ประหยัด แต่ไม่สร้างไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้สูง รายจ่ายจึงน้อย และแม้มีหนี้จากบ้าน แต่เป็นการซื้อไว้ปล่อยเช่า จึงเหมือนนำค่าเช่าที่ได้มาผ่อนบ้าน การใช้ชีวิตจึงไม่เครียด ทำงานอย่างมีความสุข ไม่ต้องเอาสมองไปนั่งกังวลเรื่องเงิน"
เอกนรินทร์ ให้คำแนะนำกับคนรุ่นใหม่ที่วันนี้อาจจะยังไม่ได้สนใจเรื่องการบริหารเงินนักว่าเด็กรุ่นใหม่ก็เหมือนเด็กเพิ่งหัดคลาน แม้จะห้ามว่าอย่าเอานิ้วไปแหย่ปลั๊กไฟก็คงห้ามยากจนกว่าจะโดนดูด ดังนั้นต้องปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน เมื่อเจ็บแล้วก็จะกลับมาใส่ใจเอง
หากใส่ใจแล้วก็อยากให้รู้ไว้ว่าควรมีสติกับการใช้จ่าย เพราะในยุคนี้มีสิ่งยั่วยุมากแค่ก้าวออกจากบ้านไม่กี่ก้าวก็อาจมีค่าใช้จ่าย 200 บาทขั้นต่ำแล้ว
การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง เมื่อลงทุนด้วยความไม่รู้บาดแผลก็อาจจะตามมา แต่หากหาความรู้ให้ดีก่อนลงทุน โอกาสที่จะบริหารเงินในกระเป๋าให้ไป ถึงเป้าหมายที่วางไว้ก็จะทำได้เร็วขึ้น เหมือนเช่นที่ เอกนรินทร์ทำ







