posttoday
แรงซื้อ LTF/RMF หนุน

แรงซื้อ LTF/RMF หนุน

26 พฤศจิกายน 2560

& อรลักษณ์ วงศ์มาศา & นักวิเคราะห์อนุพันธ์ & บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีจังหวะซื้อเมื่อชะลอลงมาใกล้แนวรับ 1,680 จุด ในช่วงกลางเดือน จากนั้นเด้งฟื้นขึ้นอีกครั้ง หากมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อาจเผชิญแรงขายทำกำไรบ้างเมื่อปรับขึ้นแรง โดยได้แรงซื้อจากกองทุน LTF และ RMF เป็นตัวหนุนให้ตลาดหุ้นชะลอลงไม่มากถึงแกว่งตัวขึ้นได้ รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญคือ GDP ประจำไตรมาส 3/2017 ที่เพิ่งประกาศออกมาขยายตัว 4.3% ถือว่าแข็งแกร่ง ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดโมเมนตัมการขยายตัวยังคงจะต่อเนื่องในไตรมาส 4/2017 โดยคาด GDP ประจำไตรมาส 4/2017 อาจโตอย่างเข็งแกร่งที่ 4.7% จากตัวเลขส่งออกที่ออกมาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทอุตสาหกรรมน่าจะส่งผลให้ดัชนีภาคการผลิตขยายตัวแข็งแกร่ง ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดการณ์ GDP ทั้งปีนี้โตกว่า 4% ทั้งนี้ KGI ยังคงเป้าหมายดัชนี SET ในปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 1,750 จุด โดยอิงจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 16.3 เท่า โดยใช้สมมติฐานกำไรต่อหุ้นในช่วงกลางปี 2561 ที่ 107.6 จุด และให้เป้าหมายดัชนี SET ในปีหน้าที่ระดับ 1,830 จุด โด

& อรลักษณ์ วงศ์มาศา & นักวิเคราะห์อนุพันธ์ & บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)

เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีจังหวะซื้อเมื่อชะลอลงมาใกล้แนวรับ 1,680 จุด ในช่วงกลางเดือน จากนั้นเด้งฟื้นขึ้นอีกครั้ง หากมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อาจเผชิญแรงขายทำกำไรบ้างเมื่อปรับขึ้นแรง โดยได้แรงซื้อจากกองทุน LTF และ RMF เป็นตัวหนุนให้ตลาดหุ้นชะลอลงไม่มากถึงแกว่งตัวขึ้นได้ รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญคือ GDP ประจำไตรมาส 3/2017 ที่เพิ่งประกาศออกมาขยายตัว 4.3% ถือว่าแข็งแกร่ง ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดโมเมนตัมการขยายตัวยังคงจะต่อเนื่องในไตรมาส 4/2017 โดยคาด GDP ประจำไตรมาส 4/2017 อาจโตอย่างเข็งแกร่งที่ 4.7% จากตัวเลขส่งออกที่ออกมาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทอุตสาหกรรมน่าจะส่งผลให้ดัชนีภาคการผลิตขยายตัวแข็งแกร่ง ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดการณ์ GDP ทั้งปีนี้โตกว่า 4% ทั้งนี้ KGI ยังคงเป้าหมายดัชนี SET ในปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 1,750 จุด โดยอิงจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 16.3 เท่า โดยใช้สมมติฐานกำไรต่อหุ้นในช่วงกลางปี 2561 ที่ 107.6 จุด และให้เป้าหมายดัชนี SET ในปีหน้าที่ระดับ 1,830 จุด โดยอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 16.2 เท่า โดยใช้สมมติฐานกำไรต่อหุ้นในช่วงสิ้นปีหน้าที่ 113.3 จุด โตขึ้น 12% จากกำไรในช่วงสิ้นปีนี้

สำหรับปัจจัยภายนอกในระยะสั้น ติดตามการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับพรรครีพับลิกันโดยวุฒิสภาสหรัฐ หากวุฒิสภาอนุมัติกฎหมาย ดังกล่าวได้น่าจะเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นในระยะสั้น ช่วงถัดไปในระหว่าง วันที่ 12-13 ธ.ค.นี้ มีปัจจัยสำคัญคือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ แม้ว่าเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ต่างส่งสัญญาณว่าน่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งในการประชุมครั้งนี้ แต่ตลาดจะรอการส่งสัญญาณถึงจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าว่าจะรีบร้อนขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดจะปรับขึ้นเพียง 2-3 ครั้ง ในปีหน้า หากไม่มีการส่งสัญญาณรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจหนุนให้ทิศทางดอลลาร์สหรัฐกลับมาอ่อนค่า หนุนให้ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกทำให้น่าจะมี แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากจะได้รับผลบวกสองต่อทั้งจาก ค่าเงินและผลต่างของดัชนีหุ้นไทย

นอกจากนี้ยังให้ติดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นจีน หลังทางการจีนได้คุมเข้มกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ และการถือครองสินทรัพย์ของ บลจ. ที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่ตลาดจีนในปีที่ผ่านปรับขึ้นแรงเกือบ 30% ทำให้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบที่คาบสมุทรเกาหลี หลังจากสหรัฐเพิ่มเกาหลีเหนือในบัญชีดำเป็นรัฐที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย เกาหลีเหนืออาจมีการตอบโต้กลับ อย่างไรก็ตาม มองเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงลบสั้นๆ ไม่น่าจะมีผลนัก เนื่องจากในที่สุดสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความรุนแรงระหว่างประเทศ

ด้านทิศทางราคาน้ำมันติดตามปัจจัยสำคัญคือ การประชุมของโอเปกอย่างเป็นทางการร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น รัสเซีย ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ เพื่อหารือเรื่องข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันลงที่กำลังจะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.ปีหน้า โดยสมาชิกโอเปกหลายประเทศต่างส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่าจะมีการขยายเวลาข้อตกลงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหน้า ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันปรับขึ้นดักหน้าก่อนทราบผลการประชุม เราคาดว่าข่าวนี้ตลาดรับรู้ไปแล้ว ทำให้อาจต้องระวังแรงขายทำกำไรแบบ Sell on fact ออกมาช่วงหลังทราบผลการประชุม ประกอบกับปัจจัยลบคือเรื่องอุปทานน้ำมันจากสหรัฐที่เริ่มกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง เห็นได้จากตัวเลขการผลิตน้ำมันของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมาอยู่ที่ระดับ 9.65 ล้านบาร์เรล ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบปี และสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้นในบางสัปดาห์

กลยุทธ์การลงทุนเดือน ธ.ค. เรายังคาดแนวโน้มเป็นแกว่งตัว ขึ้นต่อเนื่องแต่อาจสลับชะลอลงสั้นๆ มองจังหวะชะลอลงเป็นจังหวะ เหมาะในการเข้าซื้อ แนะนำเปิดสถานะซื้อ (Long) ในสัญญา S50Z17 ที่แนวรับ 1,080/1,065 และรอปิดสถานะโดยขาย (Short) เมื่อปรับขึ้นมาใกล้แนวต้าน 1,100/1,125 โดยให้จุดพิจารณาตัดขาดทุนหากหลุดต่ำกว่า 1,065

สำหรับกลยุทธ์ทองคำคาดอาจแกว่งตัวในกรอบ 19,600-20,400 ถือว่าต่ำลงจากเดือนก่อนหน้าที่แกว่งตัวในกรอบ 19,900-20,530 เนื่องจากทิศทางค่าเงินบาทต่อดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นแรงต่อเนื่องในช่วงก่อนการประชุมเฟด ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศอาจลงแรงกว่าราคาทองโลก อย่างไรก็ตาม คาดทิศทางทองคำมีโอกาสปรับลงค่อนข้างจำกัด ยังคงแนะนำกลยุทธ์ย่อซื้อและขึ้นขาย โดยแนะนำซื้อสัญญาทองคำล่วงหน้า GF10Z17 เมื่อชะลอลงมาที่แนวรับ 19,800/19,600 และขายเมื่อปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 20,200/20,400 โดยให้พิจารณาตัดขาดทุนออกไปก่อนหากผิดคาดทะลุต่ำกว่าแนวรับ 19,600

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี