
'สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์' รู้จักตัวเองผ่านการวิ่ง
เรื่อง สมแขกเป็นหนึ่งคนที่นำกีฬาวิ่งมาเยียวยาฟื้นฟูตัวเอง หลังจากรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจนหายเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว หนึ่ง-สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการโรงแรม S31 ก็พาตัวเองจากนักวิ่งธรรมดา แต่มีเป้าหมายสู่ไตรกีฬา "ผมไม่สบาย ผมป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และผมก็รักษาจนหาย ก็เลยคิดว่า ก่อนหน้านี้เราก็ดูแลร่างกายเราดีแล้วนะ แต่เราก็ยังไม่สบายได้ แสดงว่าเราต้องแข็งแรงกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้นก็เริ่มออกกำลังกาย ทดลองหลายอย่าง จนมาเจอการวิ่ง มันง่าย และอยู่ไหนก็วิ่งได้ วิ่งคนเดียวก็ได้ ค่อยๆ วิ่งจับระยะ ได้รับการชักชวนจากพี่นง (ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์) จนวิ่งเสร็จ เพิ่มระยะมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เราก็มุ่งไปทางไตรกีฬา อยากหาอะไรเพิ่มความท้าทายให้ตัวเอง
เรื่อง สมแขก
เป็นหนึ่งคนที่นำกีฬาวิ่งมาเยียวยาฟื้นฟูตัวเอง หลังจากรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจนหายเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว หนึ่ง-สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการโรงแรม S31 ก็พาตัวเองจากนักวิ่งธรรมดา แต่มีเป้าหมายสู่ไตรกีฬา "ผมไม่สบาย ผมป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และผมก็รักษาจนหาย ก็เลยคิดว่า ก่อนหน้านี้เราก็ดูแลร่างกายเราดีแล้วนะ แต่เราก็ยังไม่สบายได้ แสดงว่าเราต้องแข็งแรงกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้นก็เริ่มออกกำลังกาย ทดลองหลายอย่าง จนมาเจอการวิ่ง มันง่าย และอยู่ไหนก็วิ่งได้ วิ่งคนเดียวก็ได้ ค่อยๆ วิ่งจับระยะ ได้รับการชักชวนจากพี่นง (ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์) จนวิ่งเสร็จ เพิ่มระยะมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เราก็มุ่งไปทางไตรกีฬา อยากหาอะไรเพิ่มความท้าทายให้ตัวเอง
"หลังจากป่วย อยากแข็งแรง อยากพิสูจน์ คนที่บ้านจะได้ไม่ต้องห่วงเราว่าเราแข็งแรง ค่อยๆ พัฒนาความแข็งแรงขึ้น และเห็นผลว่าเราค่อยๆ ดีขึ้น เราก็มีกำลังใจว่าทำแล้วเห็นผล นอกจากนี้ยิ่งวิ่งยิ่งรู้จักตัวเอง เราซ้อมชั่วโมงหนึ่งเราก็ได้อยู่กับตัวเองชั่วโมงหนึ่ง ได้คิดได้ทบทวนว่าแต่ละวันเราได้ทำอะไรไป เหมือนเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง พอวิ่งได้ระดับหนึ่งก็อยากพัฒนาตัวเองไปอีกขั้นหนึ่งไปเรื่อยๆ ทำให้วิ่งได้ไกลขึ้น"
ความเปลี่ยนแปลงเรื่องร่างกายและจิตใจของอดีตผู้ป่วย สรัญ กล่าวว่า รู้สึกว่าตัวเองมีสมาธิมากขึ้น "เวลาเราซ้อมเรามีเวลาอยู่กับตัวเอง เวลาเราทำงานเราไม่เคยนั่งคิดหรือวิเคราะห์เลยว่าอารมณ์แต่ละอารมณ์ของเราเกิดขึ้นด้วยอะไร การตัดสินใจของเราถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นเวลาวิ่งซ้อม 2-3 ชม. เป็นเวลาที่เราได้ไตร่ตรองชีวิตเรา เหมือนคอมพิวเตอร์ได้รีเซต"
สรัญ บอกอีกว่า กีฬาสอนอะไรอีกหลายอย่าง และทุกวันนี้ก็เข้าใจจริงๆ ว่า กีฬาไม่ได้แค่แพ้หรือชนะ จริงๆ สอนการใช้ชีวิต การทำงาน สามารถเอามาเป็นส่วนหนึ่งในการบทเรียน เหมือนตัวอย่างในการคิด โรคที่เป็นก็หาย และแข็งแรงกว่าเดิม "การเปลี่ยนแปลงในตัวผมก็สร้างอิมแพ็คในครอบครัว คุณแม่ผม ลูกๆ ผมเขาก็หันมาเล่นกีฬามากขึ้น ก็เหมือนการสร้างวินัยให้เขา เขาก็รู้จักสปิริตของทีม ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกคน เขาก็มีสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม ผมว่าเป็นสิ่งที่เรียนรู้ไม่ได้ในห้องเรียน ต้องค่อยๆ สร้าง
"ผมดีใจที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้เหมือนกัน ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ที่เลวร้ายต้องบอกว่าอย่ายอมแพ้ ถ้าเราคิดในแง่มุมที่เราไม่แพ้ และเราคิดบวกตลอดเวลา ก็จะช่วย นอกจากคิดบวกแล้วเราต้องทำให้สำเร็จด้วย บางคนบอกว่าทำได้ยังไงมันเหนื่อย ท้อแท้ ก็ต้องค่อยๆ เริ่มจากจุดเล็กๆ ทีละนิดทีละหน่อย ทุกคนต้องมี กม.แรก และ กม.แรก ต่อให้เก่งแค่ไหนคุณก็ต้องเหนื่อย ถ้าไม่ย่อท้อและทำบ่อยๆ มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงไม่ย่อท้อ ทุกคนก็ทำได้" สรัญ กล่าวสรุป n







