
ปัจจัยเปลี่ยนทิศ หุ้นเป็นขาลง
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาตemail: [email protected]หลังไม่ผ่าน 1,730 จุด ดัชนีหุ้นไทยแกว่งออกด้านข้างมา 5 สัปดาห์แล้ว ล่าสุดเซหลุด 1,700 จุด มาปิดที่ 1,695.84 จุด ก่อให้เป็นความกังวลว่าอาจเกิดการปรับฐานใหญ่ตามมา
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาตemail: [email protected]
หลังไม่ผ่าน 1,730 จุด ดัชนีหุ้นไทยแกว่งออกด้านข้างมา 5 สัปดาห์แล้ว ล่าสุดเซหลุด 1,700 จุด มาปิดที่ 1,695.84 จุด ก่อให้เป็นความกังวลว่าอาจเกิดการปรับฐานใหญ่ตามมา
ผมมองว่า เป็นแค่การปรับฐานย่อย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ เร่งตัวขึ้นจะช่วยหนุนผลประกอบการ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยบ้านเรายังมีแนวโน้มทรงตัวไปอีกอย่างน้อย 12 เดือน จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าพี/อีปีหน้าของตลาดหุ้นไทยยังไม่แพง
ขณะที่ยังคงมีเม็ดเงินรอซื้อหุ้นอีกมาก เช่น การลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีก่อนสิ้นปีคาดว่าจะเข้ามาอีก 3 หมื่นล้านบาท รวมถึงของผู้ลงทุนไทยที่ได้ขายหุ้นไว้มากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การปรับฐานใหญ่ของตลาดหุ้นไทยระดับ 10% ขึ้นไป ยังมีโอกาสเกิดน้อย หากจะเกิดน่าจะเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือความคาดของคนส่วนใหญ่ ที่พอจะนึกได้ก็เช่น
- อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวเร็ว จนธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อแตะเบรกเงินเฟ้อ
- คณะกรรมการชุดใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณหรือทำให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองเป็นว่าอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นเร็วกว่า และมากกว่าที่ตลาดคาด
- กำไรของ บจ.ไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวังกันไว้
- เสถียรภาพการเมืองไทย เป็นต้น
ลำพังเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ไต่ขึ้นมาเหนือ 63 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อบ้าง แต่ไม่รุนแรงพอที่จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อถีบตัวขึ้นเกิน 2% มากๆ อย่างรวดเร็ว
กรณีที่ราคาน้ำมันดิบขึ้นไปใกล้ 70 ดอลลาร์ จะกระตุ้นให้การเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันใต้ชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ปริมาณการผลิตน้ำมันจะเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป และจะถึงให้ราคาน้ำมันถอยกลับมาลง
นอกจากนั้น ยิ่งราคาน้ำมันขึ้นเร็วก็ยิ่งกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อีกทางหนึ่ง เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน
สรุปว่าความเสี่ยงจากน้ำมันพุ่งต่อเงินเฟ้อยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีเกินคาดจะช่วยหนุนผลประกอบการ ทำให้มูลค่าหุ้นดู "ถูกลง" ช่วยชดเชยผลกระทบจากเงินเฟ้อได้อีกทางหนึ่ง
การสื่อสารกับตลาดของคณะกรรมการเฟดชุดใหม่
กรรมการ 4 ใน 7 ท่าน ของเฟดชุดปัจจุบันจะครบวาระในเดือน ก.พ.ปีหน้า โครงสร้างคณะกรรมการเฟดที่เปลี่ยนไป อาจทำให้เกิด การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หรืออาจทำให้การสื่อสารนโยบายการเงินกับตลาดการเงินผิดเพี้ยนไปจากเดิม
กรณีตลาดตีความว่าอัตราดอกเบี้ยเฟดจะถูกปรับขึ้นมากกว่า 3 ครั้งในปีหน้า อาจกระตุ้นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะสกุลเงินและหุ้นของตลาดเกิดใหม่
ดังนั้น จึงควรติดตามมติการประชุม รายงานประชุมเฟด รวมถึงมุมมองของกรรมการเฟดท่านใหม่ๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงนี้เป็นระยะ
กำไรของ บจ.ไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวังกันไว้
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหวังว่า เศรษฐกิจที่ค่อยๆ เร่งตัวขึ้นจะผลักดันกำไรภาพรวมของบริษัทจดทะเบียนให้ขยายตัวราว 10% ต่อปี ใน 2-3 ปีข้างหน้า
แต่ถ้าของจริงออกมาต่ำกว่าที่คาดหวังมากๆ จะนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐาน Valuation ตลาดหุ้นไทยจะลดความน่าสนใจลง
การเมืองไทยที่มีเสถียรภาพได้ช่วยปรับให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบ้านเราค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเร่งรัดการประมูลโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ถึง 6 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2558-2560
ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า การเมืองจะยังคงมีเสถียรภาพต่อเนื่องในปี 2561 ซึ่งจะช่วยผลักดันการลงทุนในพื้นที่อีอีซีและเมกะโปรเจกต์
ดังนั้น หากภาพการเมืองผิดเพี้ยนจนนำไปสู่ความกลัวเรื่อง ขาดเสถียรภาพ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลางที่อาจปะทุเป็นระยะ จนนำไปสู่การปรับลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
แต่ประเด็นหลังไม่ค่อยน่าห่วง เพราะกระทบพื้นฐานระยะยาวของเศรษฐกิจไทยจำกัด
โดยสรุปมีความเสี่ยงต่ำที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานแรง หากจะเกิดน่าจะมาจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่
ผมยังคงมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย มองว่า การปรับฐานย่อยเป็นโอกาสของการเลือกซื้อหุ้น เพื่อรับโอกาสที่หุ้นจะแกว่งขึ้นในระยะกลาง
ทั้งนี้ สามารถติดตามบทวิเคราะห์รายหุ้นของธนชาตผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Android
ดาวโหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK
พบกันใหม่สวัสดีครับ







