
เปลี่ยนจาก ‘ช็อปช่วยชาติ’ เป็น‘บริจาคช่วยชาติ’
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ & ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ & คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า & www.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.comสืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการ "ช็อปช่วยชาติ" กระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี 2560 โดยให้ผู้มีเงินได้สามารถนำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560 รวม 23 วัน มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท โดยสินค้าที่ได้รับการลดหย่อน ได้แก่o ค่าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าo ค่าซื้อสินค้าจากร้านค้า Duty Freeo ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารและโรงแรมที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มo ค่าศัลยกรรมกับสถานเสริมความงามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มo ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถ อะไหล่รถยนต์o ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าo ค่าบริการทำสปา นวดหน้า (ด้วยหมวดดังกล่าวจึงรวมธุรกิจอาบอบนวดไปโดยปริยาย) และo ค่าตั๋วหนัง
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ & ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ & คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า & www.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.com
สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการ "ช็อปช่วยชาติ" กระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี 2560 โดยให้ผู้มีเงินได้สามารถนำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560 รวม 23 วัน มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท โดยสินค้าที่ได้รับการลดหย่อน ได้แก่o ค่าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าo ค่าซื้อสินค้าจากร้านค้า Duty Freeo ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารและโรงแรมที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มo ค่าศัลยกรรมกับสถานเสริมความงามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มo ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถ อะไหล่รถยนต์o ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าo ค่าบริการทำสปา นวดหน้า (ด้วยหมวดดังกล่าวจึงรวมธุรกิจอาบอบนวดไปโดยปริยาย) และo ค่าตั๋วหนัง
ดังนั้น เมื่อดูรายการการใช้จ่ายแล้วจะเห็นได้ว่า นโยบายนี้จะเอื้อไปสู่การช่วยเหลือผู้ที่รายได้ประจำที่อยู่ในฐานภาษีมากกว่าที่จะช่วยผู้ยากไร้ที่มีฐานะยากจน และจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจรายใหญ่แทนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า นโยบายนี้ "ไม่ได้ช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประเทศ" แต่อย่างไร ตรงกันข้ามยิ่งจะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำให้เพิ่มขึ้น
แต่ถ้ามองว่านโยบายนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อ "การกระตุ้นเศรษฐกิจ" มากกว่าการลดความเหลื่อมล้ำ โดยส่วนตัวผมมองว่า "นโยบายนี้จะไม่ส่งผลอะไรต่อการ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน" โดยสาเหตุมาจาก
1.เนื่องจากช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีระดับของการจับจ่ายใช้สอยสูง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะบิดเบือนการบริโภค โดยการชะลอการบริโภคในสินค้าที่ตัวเองจะต้องซื้ออยู่แล้ว (โดยเฉพาะช่วยปลายปีที่จะมีกลยุทธ์การส่งเสริมการขายออกมาเป็นจำนวนมาก) แต่ไปซื้อในช่วงที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีแทน ดังนั้น ด้วยพฤติกรรมการย้ายการบริโภคจากซื้อก่อนไปซื้อหลังนี้นโยบายช็อปช่วยชาติ จึงอาจไม่ส่งผลอะไรต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
2.เนื่องจากผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มากกว่าที่จะเป็นธุรกิจรายย่อย ดังนั้น การใช้จ่ายดังกล่าวจึงส่งผ่านผลกระทบของ "ตัวคูณทวี (Multiplier Effect)" ที่จะส่งผลต่อเนื่องต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น้อยมาก เพราะเงินส่วนใหญ่อยู่จะตกอยู่กับผู้ประกอบการมากกว่าที่จะตกไปสู่แรงงาน และแน่นอนว่าอาจจะไม่ส่งผลอะไรต่อการสร้างงานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ถ้าประเมินตัวเลขของนโยบายนี้ออกมาแล้วเห็นว่าไม่ส่งผลอะไรต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่ต้องแปลกใจอะไรครับ (จริงๆ นโยบายนี้ก็ไม่เคยมีการประเมินอะไรอยู่แล้ว) ถึงแม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่นั่งเทียนประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบมั่วๆ ออกมาบอกว่านโยบายนี้ดันเศรษฐกิจโตเท่านั้นเท่านี้ก็ตาม แต่การวิเคราะห์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการวิเคราะห์เพียงหยาบๆ
จริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีปัญหามากมายที่ต้องการการช่วยเหลืออีกมาก โดยเฉพาะปัญหาทางสังคม เรามีปัญหาสังคมสูงวัย เรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในสังคม เรามีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา และเรามีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขและอื่นๆ อีกมากที่ต้องการการช่วยเหลือ (อย่างน้อยทางกำลังทรัพย์)
จากผลการศึกษาของ World Giving Report พบว่า ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศใจบุญสุนทานที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าดูจากจำนวนเงินบริจาคต่อหัวของประชากร ในบางปี เราเคยเป็นประเทศอันดับ 2 ที่ชอบในการบริจาคเงินมากที่สุด แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดการบริจาคเงินของเราส่วนมาก หมดไปกับการทำบุญทางศาสนา ถึงแม้ว่าในหลายครั้งเป็นการบริจาคที่มีวาระแอบแฝงต่างๆ มากมาย เช่น หวังรวย หวังได้คู่ แก้ไขการทำผิด หรือหวังชาติภพที่ดีขึ้น
แต่แท้จริงแล้วการบริจาคที่จะได้ประโยชน์ (และน่าจะได้บุญด้วย) ก็คือ การเปลี่ยนเงินบริจาคเป็น "เงินลงทุนเพื่อสังคม" โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนาคน ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขก็ดี ด้านการศึกษาก็ได้ เงินลงทุน เหล่านั้นนอกจากจะสร้างผลได้ส่วนบุคคล (Private Return) ให้กับผู้บริจาคในรูปแบบของความสุขใจแล้ว ยังนำมาสู่ผลได้ต่อสังคม (Social Return) ที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ถ้าจะช่วยชาติจริง ผมแนะนำให้เปลี่ยนนโยบายจาก "ช็อปช่วยชาติ" เป็น "บริจาคช่วยชาติ" โดยเฉพาะการบริจาคที่จะเป็น "การลงทุนทางสังคม" เพียงให้คนเอาเงินไปบริจาคตามมูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลต่างๆ หรือจะบริจาคร่วมกับ "พี่ตูน" ก็ได้ และนำใบเสร็จที่ออกจากมูลนิธิเหล่านั้นมาขอลดหย่อนภาษี ซึ่งการเปลี่ยนเงินบริจาคเป็นการลงทุนเพื่อสังคมดังกล่าว นอกจากจะช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสอันเป็น "การช่วยชาติ" โดยตรงแล้วเงินดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านโยบายช็อปช่วยชาติเดิมอีกด้วย เรียกว่า "ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว" เลยทีเดียว n







