posttoday
ช็อปเพลินเศรษฐกิจฟื้น หนี้ครัวเรือนพุ่งแรง

ช็อปเพลินเศรษฐกิจฟื้น หนี้ครัวเรือนพุ่งแรง

23 พฤศจิกายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธตัวเลขทางเศรษฐกิจโลกที่น่าชื่นใจมาตลอดทั้งปีนี้ตั้งแต่จีดีพี การส่งออก การบริโภค การจ้างงาน ไปจนถึงการทุบสถิติใหม่ของตลาดหุ้นในหลายประเทศนั้น ล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ปี 2017 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นพร้อมเพรียงอย่างแท้จริง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่เมื่อ 10 ปีก่อน

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ตัวเลขทางเศรษฐกิจโลกที่น่าชื่นใจมาตลอดทั้งปีนี้ตั้งแต่จีดีพี การส่งออก การบริโภค การจ้างงาน ไปจนถึงการทุบสถิติใหม่ของตลาดหุ้นในหลายประเทศนั้น ล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ปี 2017 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นพร้อมเพรียงอย่างแท้จริง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่เมื่อ 10 ปีก่อน

บรรยากาศที่ดีขึ้นยังสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเทศกาลช็อปปิ้งครั้งใหญ่แห่งปี "แบล็กฟรายเดย์" ซึ่งบริษัทวิจัยข้อมูล อะโดบี อนาไลติกส์ รายงานว่า เพียงแค่ถึงช่วง 10 โมงเช้า (โซนเวลาฝั่งตะวันออกในสหรัฐ) ของวันศุกร์ที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ยอดการจับจ่ายใช้สอยในสหรัฐก็พุ่งขึ้นไปแตะ 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.48 หมื่นล้านบาท) เรียบร้อยแล้ว หรือมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 18%

ภายใต้แนวโน้มที่คาดว่าเศรษฐกิจจะสดใสขึ้นพร้อมการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษี ทำให้แรงอั้นการช็อปปิ้งที่เคยถูกกดเอาไว้ในปีนี้หรือปีก่อนๆ มาระเบิดเต็มที่ในครั้งนี้แทน ซึ่งอโดบีคาดการณ์ว่า ยอดขายเฉพาะช่องทางออนไลน์ในมหกรรมการช็อปปิ้งรวม 5 วันของสหรัฐ ตั้งแต่วันขอบคุณพระเจ้าไปจนถึงวันไซเบอร์ มันเดย์ หรือระหว่างวันที่ 23-27 พ.ย.ปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเกือบ 14% จากปีก่อน ไปอยู่ที่ 1.074 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ดี การช็อปปิ้งอย่างถล่มทลายที่ไม่ใช่เพียงแค่ในสหรัฐ แต่ยังรวมถึงในหลายประเทศทั่วโลก ก็ยังแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงของ "หนี้ครัวเรือน" ที่ขยับขึ้นเป็นเงาตามตัว และอาจกลับมาเขย่าความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจในปีหน้าอีกครั้ง

ใน "สหรัฐ" นั้น มีรายงานออกมาในไตรมาส 3 ว่า หนี้บัตรเครดิตคงค้างของชาวอเมริกันกลับมาเพิ่มขึ้นทุบสถิติสูงสุดครั้งใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 1.02 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 33 ล้านล้านบาท) หรือสูงแซงหน้าสถิติเดิมเมื่อปี 2008 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ซับไพรม์ไปแล้ว

หากครอบคลุมหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อกู้ยืมเพื่อการศึกษา สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต จะพุ่งรวมไปแตะ 12.73 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 416 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นไตรมาสแรกที่ผ่านมา หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยทุบสถิติของปี 2008 เช่นเดียวกัน

ภาวะหนี้ครัวเรือนในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นนั้น แม้จะทุบสถิติใหม่แต่ก็อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าตกใจมากนัก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจอเมริกันเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้เป็นปกติอยู่แล้ว โดยมีการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพีประเทศ ต่างจากหลายประเทศในฝั่งเอเชียที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกและการผลิต

อย่างไรก็ดี บทเรียนอันเจ็บปวดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายไม่วางใจกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น และตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้นก็ไม่สอดคล้องไปด้วยกันกับอัตราเงินเฟ้อและจำนวนประชากรด้วย

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยเมื่อช่วงกลางเดือนนี้ว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของสหรัฐ ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ขยับขึ้นอีก 0.9% จากไตรมาสก่อนไปอยู่ที่ 12.955 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 423 ล้านล้านบาท) หรือเป็นการเพิ่มขึ้น 13 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจประเทศที่ใหญ่ขึ้นแล้ว หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพียังอยู่ที่ 66% เมื่อเทียบกับช่วงพีกตอนต้นปี 2009 ที่ 87% ทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมุ่งจับตาที่คุณภาพมากกว่าปริมาณหนี้ ซึ่งจากการติดตามพบว่า หนี้ด้อยคุณภาพในกลุ่มซับไพรม์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ทำให้ยังพอวางใจได้ว่าปริมาณหนี้ล้นประเทศในขณะนี้จะยังไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามมาในเร็ววัน

ขณะที่ภาวะหนี้ครัวเรือนในประเทศ อื่นๆ นั้น ก็กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะในบางประเทศที่ขึ้นมาทุบสถิติใหม่ในปีนี้

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) เพิ่งเปิดเผยรายงานล่าสุดว่า "แคนาดา" ได้ขยับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ "สูงที่สุดในโลก" ไปเรียบร้อยแล้วในอัตราทะลุร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องไปอยู่ที่ 101% หรือสูงในกลุ่มชาติโออีซีดี 35 ประเทศ

ในรายงานเบื้องต้นของโออีซีดีก่อนที่จะมีการเปิดเผยฉบับเต็มออกมาในเดือนหน้า ระบุว่า แคนาดากลายเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกก่อนจะตามมาด้วยเกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ มาเลเซีย และประเทศไทย ซึ่งแม้จะยังไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาในแคนาดา และสอดคล้องไปกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ในแง่หนึ่งก็สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเงินในประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงก่อนหน้านี้

"ประเทศในกลุ่มโออีซีดีที่มีอัตราหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมากนับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ต่างก็เผชิญภาวะราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้นมากไปพร้อมกันด้วย" โออีซีดี ระบุ

ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ร่วมด้วยออสเตรเลีย รัฐบาลได้พยายามดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมการเก็งกำไรในตลาดบ้านมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกกฎให้ทำการทดสอบความเสี่ยง (สเตรสเทสต์) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2018 เป็นต้นไปเพื่อทดสอบลูกหนี้ต่อความสามารถในการชำระหนี้บ้าน หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นสูงสุด 2%

ขณะที่เกาหลีใต้ซึ่งได้ชื่อว่ามีอัตราหนี้ครัวเรือนสูงสุดในเอเชียมาหลายปีติดต่อกันนั้น ก็ต้องหันมาเร่งคุมหนี้อีกครั้งหลังจากที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนหลังสิ้นสุดไตรมาส 2 ปรับตัวขึ้นอีก 10.4% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ไปทุบสถิติใหม่ที่ 1.23 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4 ล้านล้านบาท) ทำให้รัฐบาลต้องเข้มงวดขึ้นในกลุ่มสินเชื่อบ้าน โดยเฉพาะผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป

แม้ว่าภาวะหนี้ท่วมในหลายประเทศครั้งนี้จะยังไม่มีสัญญาณวิกฤต เพราะยังคุมคุณภาพหนี้ได้เมื่อเทียบกับวิกฤตซับไพรม์ครั้งที่ผ่านมา ทว่าปริมาณที่สูงขึ้นมากจนทุบสถิติใหม่กันหนาตาเช่นนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ทำให้รัฐบาลโลกวางใจได้ โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้นพร้อมกันทั่วโลกอย่างแท้จริงในปีหน้าที่จะถึงนี้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท