
พี่ตูนกับเครื่องมือแพทย์
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยต้องยอมรับว่า กระแส "ก้าวคนละก้าว" ของพี่ตูน หรือ อาทิวราห์คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลม ที่วิ่งจากใต้สุดถึงเหนือสุดของไทย เพื่อระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ดังทะลุฟ้าเหนือความคาดหมาย ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะเกิดจากการ "กล้าคิด กล้าทำ" นำสิ่งที่มีใจรักแท้จริง คือ การวิ่งระยะไกลมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ยังไม่มีดารานักร้องคนใดเคยทำมาก่อน โดยไม่ได้หวังผลและไม่กลัวที่จะทำไม่ได้ จนกลายเป็นตัวอย่างของจิตอาสา ทำความดีด้วยใจ ซึ่งใจในที่นี้ไม่เพียงเป็นใจเสียสละ แต่เป็นใจรักและใจสนุก จึงเกิดปรากฏการณ์พี่ตูนฟีเวอร์นี้ขึ้นมา
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ต้องยอมรับว่า กระแส "ก้าวคนละก้าว" ของพี่ตูน หรือ อาทิวราห์คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลม ที่วิ่งจากใต้สุดถึงเหนือสุดของไทย เพื่อระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ดังทะลุฟ้าเหนือความคาดหมาย ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะเกิดจากการ "กล้าคิด กล้าทำ" นำสิ่งที่มีใจรักแท้จริง คือ การวิ่งระยะไกลมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ยังไม่มีดารานักร้องคนใดเคยทำมาก่อน โดยไม่ได้หวังผลและไม่กลัวที่จะทำไม่ได้ จนกลายเป็นตัวอย่างของจิตอาสา ทำความดีด้วยใจ ซึ่งใจในที่นี้ไม่เพียงเป็นใจเสียสละ แต่เป็นใจรักและใจสนุก จึงเกิดปรากฏการณ์พี่ตูนฟีเวอร์นี้ขึ้นมา
ยอดบริจาคที่ทะลุร้อยล้านไปมากแล้ว แสดงว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกัน และการมีจิตใจเป็นผู้ให้ก็ยังเป็นทุนเดิมของสังคม ถึงแม้จำนวนเงินนี้อาจจะดูมาก แต่เมื่อเข้าใจถึงราคาเครื่องมือทางการแพทย์แล้ว อาจจะซื้อเครื่องเอกซเรย์ที่ทันสมัยหนึ่งตัวยังไม่ได้เลย เพราะไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์นำเข้าราคาแพงจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรานำเข้าเครื่องมือแพทย์มากที่สุด 1 ใน 10 ของโลก และมากขึ้นทุกปีจนน่าตกใจ ขณะที่มีความสามารถในการส่งออกของไทย ก็เพียงแค่อุปกรณ์พื้นฐานราคาถูก เช่น ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย อนาคตของไทยทางด้านสาธารณสุขจึงน่าเป็นห่วงมาก
มีหลายประเทศที่สามารถพัฒนาจากผู้ซื้อผู้นำเข้า มาเป็นผู้ขายผู้ส่งออกเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ภายในไม่ถึง 20 ปี เช่น ไต้หวันและเกาหลี ที่ปัจจุบันสามารถสร้างอุปกรณ์เอกซเรย์คุณภาพสูงไว้ใช้ได้เอง และยังส่งออกแข่งกับบริษัทชั้นนำของอเมริกา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่นได้ วันนี้หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่า ไทยจะสร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงใช้ได้เอง แต่ก็น่าจะเชื่อว่ามีหลายอุปกรณ์ที่สามารถวิจัยและพัฒนาใช้ได้เอง
สัปดาห์ก่อนผมไปฝังรากฟันเทียมด้านใน ต้องตกใจกับราคาที่ร่วมแสนบาท เมื่อขอดูอุปกรณ์พบว่าเป็นหมุดโลหะ 1 ชิ้น ข้อต่อ 1 ชิ้น และที่ครอบฟันปกติ โดยหมุดและข้อต่อทำในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ด้วยความที่เป็นวิศวกร จึงกล้าบอกได้ว่าไม่ใช่เทคโนโลยีที่เกินเอื้อมเลยแม้แต่น้อย และก็ทราบว่าเคยมีโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยเงิน 200 ล้านบาท ทำรากเทียมให้แก่ผู้ยากไร้ถึง 1 หมื่นราย หรือประมาณ 2 หมื่นบาท/ซี่เท่านั้น
ลองคิดดูว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความต้องการทำรากฟันเทียมคงเป็นหลายล้านซี่ หากต้องใช้ของนำเข้าคงเป็นมูลค่านับแสนล้าน ดังนั้นหากทำใช้ได้เองจะช่วยชาติประหยัดได้มหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าถ้าทำเองจำนวนหลักพันซี่คงสู้เยอรมนีไม่ได้ แต่หากทำเองหลักล้านซี่ ผมมั่นใจว่าซี่ที่ล้านจะมีคุณภาพเทียบเคียงได้แน่นอน เพราะเกิดจากประสบการณ์นับล้านครั้ง และราคาคงย่อมเยากว่าหลายสิบเท่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายอุปกรณ์การแพทย์ที่ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญ
ส่วนหนึ่งของอุปสรรคที่ทำให้เครื่องมือแพทย์ไม่ได้ถูกสร้างและพัฒนาในประเทศ คือ ความไม่เชื่อว่า จะทำได้เองของคนไทย แต่หากโรงพยาบาลของรัฐเป็นผู้เริ่มใช้งานก่อน ซึ่งแน่นอนว่าในวันแรกคงไม่ดีเท่าของนำเข้า แต่ไม่นานก็จะดีขึ้น และหากมีความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยหรือมหาวิทยาลัย กับเอกชนผู้ผลิต ที่รัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง จะทำได้แน่นอน
หากนำความมุ่งมั่น การกล้าคิดกล้าทำ มาใช้ในกับการสร้าง เครื่องมือแพทย์ อาจยิ่งช่วยให้ปรากฏการณ์พี่ตูนครั้งนี้ สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของการสาธารณสุขไทยก็เป็นได้ n







