
อาลัยหลวงพ่อ ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา
เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2560 ที่เมรุวัดตรีทศเทพ เป็นวันที่เหล่าศิษยานุศิษย์วัดชนะสงครามจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่ออาลัย
โดย วัฒนา พึ่งชื่น ป.ธ.9 นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ
เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2560 ที่เมรุวัดตรีทศเทพ เป็นวันที่เหล่าศิษยานุศิษย์วัดชนะสงครามจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่ออาลัย และส่งดวงวิญญาณพระสุนทรอรรถรส หรือที่ศิษยานุศิษย์เรียกกันติดปากว่า “หลวงพ่อคณะ 12” วัดชนะสงคราม ไปสู่สวรรค์
ภาพชุมนุมผู้คนจำนวนมากเหมือนจะย้ำเตือนให้ทุกคนประกอบคุณงามความดี ดังที่หลวงพ่อได้ปฏิบัติไว้เป็นตัวอย่าง เป็นทิฏฐานุคติแก่ผู้เป็นศิษยานุศิษย์ที่ได้รับความโอบอ้อมอารีและเมตตา จนกระทั่งวาระสุดท้าย
ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าวัดชนะสงครามคนหนึ่งได้ไปร่วมไว้อาลัยด้วยเช่นกัน จึงขอเขียนถึงหลวงพ่อผู้มีพระคุณ ดังนี้ หลวงพ่อพระสุนทรอรรถรส (สำราญ จนฺทโชโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม มรณภาพ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2560 เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงสรงศพ หีบทองทึบ พร้อมด้วยเครื่องเกียรติยศประกอบศพ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดตรีทศเทพ ในวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย. 2560
ในวันพระราชทานเพลิงศพนั้น สิ่งที่เห็นโดยประจักษ์ มีผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน คนที่ศรัทธาเคารพนับถือในตัวหลวงพ่อจำนวนมากได้มาร่วมไว้อาลัยในวาระสุดท้ายเพื่อส่งดวงวิญญาณหลวงพ่อไปสู่สุคติโลกสวรรค์
ในบรรดาคนเหล่านั้น จำนวนมากที่เป็นศิษยานุศิษย์เคยอาศัยร่มไม้ใบบุญหลวงพ่อ ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มเณรน้อย ศึกษาเล่าเรียนพากเพียรปฏิบัติแล้วออกสู่สังคมมาใช้ชีวิตแบบสามัญชนคนธรรมดา แต่ละคนมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานสมกับเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ซึ่งมาร่วมไว้อาลัยด้วยอย่างมิได้นัดหมาย เหมือนชุมนุมศิษย์เก่าวัดชนะสงคราม ในวันพระราชทานเพลิงศพพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่วัดตรีทศเทพทีเดียว
การที่เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุดในการพระราชทานเพลิงศพก็ดี หรือการที่มีศิษยานุศิษย์มาร่วมอาลัยเป็นจำนวนมากก็ดี ทำให้ย้อนรำลึกถึงคุณูปการที่ท่านได้สั่งสมปฏิบัติเท่าที่ศิษยานุศิษย์แต่ละคนจะเห็นได้ในห้วงเวลาที่ตนเองได้สัมผัสรับใช้อยู่กับหลวงพ่อ ทุกคนคนพูดตรงกันโดยมิได้เสแสร้งว่า หลวงพ่อมีความเมตตาโอบอ้อมอารีต่อลูกศิษย์ทั้งพระเณรและคนวัด รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง สิ่งมีชีวิต ท่านก็เผื่อแผ่ความเมตตาไปให้ด้วย
ท่านพูดอยู่เสมอว่า ชีวิตท่านเริ่มต้นจากศูนย์ เมื่อได้ดีแล้วก็ควรเห็นใจคนอื่น ผูกใจกับเขาก่อน และวลีที่ท่านพูดให้เราได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ คือ “ไม่ใช่ญาติไม่ใช่เชื้อ ถ้ามีความเอื้อเฟื้อ ก็เหมือนเนื้ออาตมา ถึงเป็นญาติเป็นเชื้อ ถ้าไม่มีความเอื้อเฟื้อ ก็เหมือนเนื้ออยู่ในป่า” นี่คือบ่อเกิดของความโอบอ้อมอารี อาจพูดได้ว่าตั้งแต่คนสามัญธรรมดา ไปจนถึงคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานชั้นสูง พระเดชพระคุณหลวงพ่อมีความโอบอ้อมอารี แม้กระทั่งตั้งทุนนิธิศึกษาของวัดชนะสงครามในนาม “ทุนรามัญอุดม” เพื่อช่วยพัฒนาวัดและสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่เรียนดี เพราะท่านเคยพูดเสมอว่า “เราการศึกษาน้อย ถ้ามีโอกาสก็ควรส่งเสริมคนอื่น เพราะสมัยท่าน โอกาสไม่มี” ซึ่งเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องสรรเสริญ
นอกจากนี้ สามเณรรูปใดอายุครบอุปสมบท ถ้าอยู่ในความดูแลของท่าน หลวงพ่อจะเป็นเจ้าภาพจัดงานอุปสมบทให้ หรือถ้าไม่อยู่ในความดูแลของท่านก็จะสมทบปัจจัยหรือผ้าไตรจีวรช่วยอนุโมทนาตามความเหมาะสม จะเห็นได้ว่า ด้วยความโอบอ้อมอารี ศิษยานุศิษย์ของท่านจึงมีมากมายและหลากหลายทั้งข้าราชการระดับผู้น้อย ระดับสูง พ่อค้า และประชาชนทั่วไป
หลวงพ่อได้เลี้ยงพระเณร ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกสู่สังคมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดสาย ด้วยอาหารบิณฑบาตอันเป็นมงคล ลูกศิษย์จึงมีสติปัญญาดี มีการศึกษาสูงออกมารับใช้สังคม เป็นที่เชิดหน้าชูตาในฐานะศิษย์วัดชนะสงคราม ซึ่งเห็นได้จากศิษย์ที่มารวมกันในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อ เช่น ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. อิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอุทธรณ์ภาค 9 พล.ต.เฉลิมชัย เสียงใหญ่ ผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์กองทัพบก ผศ.สุเทพ น้อมสวัสดิ์ ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกหลายๆ ท่านที่ไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมด
ในด้านการเผยแพร่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นพระธรรมกถึกหรือพระนักเทศน์ทำนองธรรมวัตรที่มีชื่อเสียง ด้วยบุคลิกที่โดดเด่น คือ การพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ เข้าทำนองเสียงดังฟังชัด การเทศน์ของท่านจึงน่าฟังจนเป็นผู้มีชื่อเสียงในเรื่องนี้ เมื่อได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ จึงได้รับราชทินนามที่ “พระสุนทรอรรถรส” ก็เพราะความเป็นพระธรรมกถึกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นนั่นเอง
ท่านเจ้าคุณพระสุนทรอรรถรส เป็นพระเถระคู่บารมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์อีกรูปหนึ่ง โดยเป็นพระอนุจรเมื่อคราวเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาครองวัดชนะสงคราม และได้เป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูวัดชนะสงคราม ให้รุ่งเรืองทุกวันนี้
ในบั้นปลายแห่งชีวิต ด้วยสังขารที่โรยราไปตามกาลเวลา ทำให้ท่านประกอบกิจวัตรอย่างยากลำบากและล้มในกุฏิจนกระดูกต้นขาขวาหัก ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมาเป็นลำดับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่สามารถฝืนสังขารได้ จึงมรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2560 สิริอายุได้ 87 ปี 7 เดือน 28 วัน 59 พรรษา
การจากไปของท่านประหนึ่งว่าต้นไม้ใหญ่แห่งวัดชนะสงครามได้ล้มลงอีกต้นหนึ่ง ขาดร่มเงาที่ให้กำบังแก่ศิษยานุศิษย์ อย่างไรก็ตาม เหล่าศิษยานุศิษย์ทุกคนยังเชื่อมั่นว่าคุณความดีของท่านไม่ได้จากพวกเราไปพร้อมกับร่างกาย แต่ยังคงอยู่ในใจของพวกเราไม่มีวันเสื่อมคลาย และคุณความดีที่ท่านได้สั่งสมไว้ให้กับวัดชนะสงครามและพระศาสนา จะไม่มีวันสูญสิ้้นไปอย่างแน่นอน







