
ทำไมศีล 5 จึงไม่เป็นวัฒนธรรมองค์กร
โดย ทายาท ศรีปลั่งองค์กรในไทยนิยมเอาหลักตะวันตกมาใช้กำหนดวัฒนธรรมองค์กร เพื่อนำไปแสดงในรายงานประจำปีของบริษัท (Annual Report) โดยเฉพาะบริษัทมหาชนและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการความเป็นสากล ต้องการแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าบริษัทมีความทันสมัยน่าเชื่อถือ
โดย ทายาท ศรีปลั่ง
องค์กรในไทยนิยมเอาหลักตะวันตกมาใช้กำหนดวัฒนธรรมองค์กร เพื่อนำไปแสดงในรายงานประจำปีของบริษัท (Annual Report) โดยเฉพาะบริษัทมหาชนและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการความเป็นสากล ต้องการแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าบริษัทมีความทันสมัยน่าเชื่อถือ
วัฒนธรรมองค์กรมักคล้ายกันทุกบริษัท เช่น ซื่อสัตย์ โปร่งใส ไว้ใจได้ รักองค์กร หัวก้าวหน้า มีความคิดเชิงกลยุทธ์ ทำงานเป็นทีม ให้บริการดี จริงจังและจริงใจให้บริการ ให้เกียรติผู้อื่น รับผิดชอบและรักษาผลประโยชน์องค์กร เป็นต้น และระยะหลังนี้หลายองค์กรก็ทำกระบวนการให้พนักงานผูกพันกับองค์กร สร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งความสุข
ตั้งแต่การพัฒนาองค์กรมาตามแนวตะวันตกนี้ ปัญหาความทุกข์ขององค์กรก็ไม่ได้ลดลงเลย องค์กรก็ไม่ได้เป็นสุขขึ้น แม้ว่าคะแนนแต่ละหมวดจะสูงขึ้น หรือแข่งขันได้ในระดับสากลก็ตาม
เนื่องจากปัญหาความเป็นมนุษย์ถูกละเลย การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เบียดเบียน กินแรงเพื่อนทำงาน นำความคิดเพื่อนและคนอื่นไปใช้ พูดจาไม่เป็นจริง ใช้คำพูดส่อเสียด หยาบคาย ทำงานแบบเอาตัวรอดไปวันๆ เกิดขึ้นเสมอ และพนักงาน ผู้บริหาร ก็ขาดความละอายและเกรงกลัวต่อบาปมากขึ้น ไปมุ่งเน้นผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น
สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ ระบุเบื้องลึกในบทความ "เบื้องหลังการลาออก : ปริศนาที่องค์การไม่เคยล่วงรู้" ตัวอย่างเหตุการณ์ที่มักเกิดคือ งานที่ทำไม่เป็นไปตามที่ตกลง พนักงานพบว่าบริษัทกำลังกระทำบางสิ่งที่ไร้จริยธรรม พนักงานถูกล่วงเกินทางเพศในที่ทำงาน พนักงานพบว่าตนได้ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม เพื่อนสนิทของตนถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานหรือถูกไล่ออก พนักงานถูกระงับหรืองดขึ้นเงินเดือนโดยไม่คาดคิดมาก่อน การไม่สื่อสารความจริงต่อกัน การสื่อสารที่ขาดใจความสำคัญ สุดท้ายคือเลือกปฏิบัติ เล่นเส้นสายในองค์กร
แต่องค์กรที่มีปัญหาละเมิดศีล 5 จนอาจกล่าวว่าเป็น DNA องค์กร จะได้รางวัลเกียรติยศจากสถาบันต่างๆ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ประจำ
ปัญจเวรสูตร เรียกศีล 5 ว่า ภัยเวร 5 ประการ ผู้ที่ล่วงละเมิดภัยเวร 5 ประการจะเป็นเหตุให้เกิดในอบายภูมิ "บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวรใด ซึ่งมีในชาตินี้บ้าง ชาติหน้าบ้าง เสวยทุกข์โทมนัสทางใจบ้าง เพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย ภัยเวร" (พระไตรปิฎก, เล่ม 18 : 321)
ทำผิดครั้งที่ 1 ผู้ละเมิดศีล 5 เป็นผู้มีจิตใจหยาบกร้านกว่าปกติ
ธัมมโชติ กล่าวถึงศีล 5 ในบทความสั้น "ศีลห้า เป็นศีลของมนุษย์" ว่า การทำผิดศีลแต่ละครั้ง คือยอมให้กิเลสครอบงำจิตใจได้เต็มที่ จนถึงขั้นส่งผลให้แสดงออกทางกายหรือวาจา ดังนั้น การทำผิดศีลแต่ละครั้งทำให้จิตหยาบกระด้างขึ้นตามลักษณะกิเลสที่ครอบงำจิตอยู่ ถ้ายิ่งทำผิดศีลมากครั้งเท่าไร จิตก็ยิ่งหยาบกระด้างขึ้นเรื่อยๆ ทำผิดได้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้จิตหยาบกระด้างขึ้นไปอีก เป็นวังวนพอกพูนไม่จบสิ้น
โดยทั่วไปคนเราจะไม่สามารถทำผิดได้ขั้นที่หนักกว่าระดับความหยาบกระด้าง หรือระดับความประณีตของจิตที่เป็นอยู่ เว้นมีเหตุปัจจัย/สิ่งแวดล้อมรุนแรงมากบีบคั้น เช่น คนเคยตบยุงประจำ แต่ไม่เคยฆ่าสัตว์ใหญ่กว่านั้น จิตเขาย่อมอยู่ในความประณีตระดับนั้น เขาย่อมตบยุงได้ด้วยความรู้สึกราบเรียบธรรมดา เพราะการกระทำนั้นอยู่ในขั้นไม่หยาบกว่าสภาพจิตปกติของเขา
ทำผิดครั้งที่ 1 แล้วไม่มีใครจับได้ จะทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่าต่อไป
คนที่ไม่อยากทำบาป เมื่อถูกเหตุการณ์บีบบังคับทำให้เขาเลี่ยงไม่ได้ เขาย่อมทำด้วยความรู้สึกฝืนใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่หยาบกว่าสภาพจิตปกติของเขา หลังจากนั้นเมื่อเขาต้องทำบาปอีกหลายครั้งย่อมทำได้โดยฝืนใจน้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็ไม่ต้องฝืนใจเลย เพราะจิตเขาหยาบกระด้างขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ทำ หลังจากนั้นเขาย่อมทำบาปใหญ่มากขึ้น เช่น เบียดเบียนทรัพยากรที่ทำงานระดับเล็กๆ อาจนำไปสู่ทุจริตใหญ่โตได้โดยไม่รู้สึกผิด การเบียดเบียนอนาคตเพื่อนร่วมงานให้หมดไปก็อยู่ในวังวนนี้ ทำผิดศีลข้ออื่นก็วังวนนี้ ส่งผลให้คนผิดศีล มีจิตใจหยาบกระด้างขึ้นไม่รู้จักจบสิ้น ห่างไกลจากความสุขอันประณีตทุกที
อย่างไรก็ดี หากมีโอกาสรักษาศีล กิเลสก็ครอบงำจิตได้น้อยลง เพราะถูกควบคุมตลอดเวลาไม่ให้แผลงฤทธิ์รุนแรงถึงขั้นแสดงตัวทางกาย วาจา กิเลสจึงมีกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ จิตก็ประณีต ละเอียดอ่อนขึ้นเรื่อยๆ







