
10 แนวโน้มดิจิทัล ปี 2018 (2)
เมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวไป 5 ตอน จึงขอนำเสนอในตอนที่เหลือ ดังนี้
โดย ปริญญา หอมเอนกผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
เมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวไป 5 ตอน จึงขอนำเสนอในตอนที่เหลือ ดังนี้
6.การนำเทคโนโลยี "Blockchain" มาใช้ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสถาบันการเงิน การระดมทุนโดยไม่ผ่านตลาด หลักทรัพย์ หรือ ICO (Initial Coin Offering) ความนิยมของการใช้ Cryptocurrency ในชีวิตประจำวัน เช่น Bitcoin หรือ Ether การนำ Smart Contract มาใช้ในการระดมทุนแบบ ICO จะมาพร้อมกับการทุจริต การหลอกลวง และการเจาะระบบเกี่ยวกับ Cryptocurrency ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain จะเพิ่มขึ้นโดยลำดับ
จากความนิยมของการใช้สกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งในขณะที่กำลังเขียน บทความอยู่นี้ วันที่ 31 ต.ค. 2017 มูลค่าทางการตลาด (Market Cap) ของ Cryptocurrency มีมูลค่ามากกว่า 6 ล้านล้านบาท มีตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลกว่า 6,000 ตลาดทั่วโลก มีการระดมทุนของบริษัท Start-Up ที่เรียกว่า ICO หรือ Initial Coins Offering โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ ใช้หลักการ Crowdfunding โดยออกเป็น Token ให้กับผู้ลงทุนผ่านทางแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เช่น Ethereum เป็นต้น
ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ปัญหาการหลอกลวงให้ นักลงทุนหลงเข้าไปลงทุนในการระดมทุนแบบ ICO จากนั้นก็รีบ ถอนเงินไปใช้ในสไตล์ "Pump and Dump" ทำให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับ (Regulator) เช่น ก.ล.ต.ต้องออกมาควบคุมวางกฎกติกามารยาท ตลอดจนปรับแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น การนำ Smart Contract มาใช้จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนแบบ ICO ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทั้งหมด
7.ปัญหาอธิปไตยและความเป็นเจ้าของข้อมูลของประชาชน องค์กรและประเทศชาติจะเกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลหลายประเทศกำลังให้ความสำคัญกับคำว่า "Data Residency" หรือ "Data Sovereignty" เนื่องจากความนิยมของการเก็บข้อมูลในคลาวด์ กำลังเพิ่มมากขึ้น ทั้งในระดับประชาชน ระดับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน จนถึงระดับชาติ
จากความเชื่อมั่นในการใช้ระบบคลาวด์มากขึ้น ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ที่ประชาชนนิยมนำข้อมูลไปจัดเก็บในคลาวด์เรียกว่า Shadow IT/Shadow Data ซึ่งข้อมูลมักจะไม่ได้ถูกจัดเก็บ ไว้ในประเทศ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมข้อมูลเข้า-ออกได้ และไม่มีอธิปไตยที่จะบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าวได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้น รัฐบาลในหลายประเทศจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย กำหนดให้มีการจัดเก็บข้อมูลสำคัญภายในประเทศ ข้อมูลที่ไม่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงให้สามารถจัดเก็บในคลาวด์ได้ เป็นต้น
ปัญหาของการเก็บข้อมูลบนคลาวด์นั้นไม่ใช่แค่เพียงปัญหา พื้นที่การจัดเก็บข้อมูลทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาที่ว่า "ใครเป็นเจ้าของข้อมูลตัวจริง? ใครคือผู้ที่มีสิทธิในการนำข้อมูลในคลาวด์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้?" หลายคนเผลอ Login/ Sign in เข้าไปในโมบายแอพ หรือแอพพลิเคชั่นที่อยู่ในโซเชียล เน็ตเวิร์กด้วยการ Sign in/Login ด้วยบัญชีผู้ใช้ เช่น Login with Facebook, Login with Gmail
แต่เราหารู้ไม่ว่าโมบายแอพเหล่านั้นกำลังถือสิทธิเข้ามา ในบัญชีผู้ใช้ของเรา โดยมีสิทธิเท่าเทียมกับเราทุกประการ จากนั้นก็จะทำการเข้าถึงข้อมูลในเครื่องเรา ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อิเล็กทรอนิกส์เมล SMS รูปภาพ เพื่อนำกลับไปใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Data Privacy ที่รัฐต้องเร่งฝึกอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าเกิดความรู้ความเข้าใจในภัยมืดเหล่านี้ ตลอดจนรัฐบาลจำเป็นต้อง แก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้ทันยุคทันสมัย ยกตัวอย่างใน ปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศไม่สามารถจัดเก็บภาษีผู้ให้บริการ OTT (Over The Top) ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้รายได้ ของรัฐที่ควรจะได้กลับตกไปอยู่ในมือบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจผ่านทางไซเบอร์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศชาติในระยะยาว
ปัจจุบันเราคงเริ่มเห็นประชาชนตกงานกันมากขึ้น โดยบริษัท ไม่มีรายได้พอที่จะจ้างพนักงานอีกต่อไป ยกตัวอย่าง สื่อสิ่งพิมพ์ และทีวีดิจิทัล เป็นต้น ที่เม็ดเงินโฆษณาตกไปอยู่ในมือของผู้ให้บริการ OTT รายใหญ่ ทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไทยไป โดยกระทรวงการคลังไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามกฎหมายของ ประเทศนั้นที่ยังตามไม่ทันกระแสโลกดิจิทัลดังกล่าว







