
วัดมหรรณ บวชชีพราหมณ์ อุทิศถวายในหลวง ร.9
วัดมหรรณพารามวรวิหาร เชิญประชาชนบวชชีพราหมณ์ ในวันที่ 2-6 ธ.ค. 2560
โดย สมาน สุดโต
วัดมหรรณพารามวรวิหาร เชิญประชาชนบวชชีพราหมณ์ ในวันที่ 2-6 ธ.ค. 2560 เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 และถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2560
พระเทพสุตเมธี (บุญธรรม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดมหรรณพารามวรวิหาร กล่าวว่า วัดมหรรณ จัดบวชชีพราหมณ์เป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้จัดเป็นกรณีพิเศษเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพมหากษัตริย์คือ พระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ด้วยว่าพระบารมี และพระมหากรุณาธิคุณ ยังอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยมิเสื่อมคลาย
ระหว่างที่บวช วันที่ 2-6 ธ.ค.นั้น ผู้บวชทุกคนต้องประกอบพิธีกรรมที่เป็นกุศล นับตั้งแต่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ฟังพระธรรมเทศนา และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามที่พระอาจารย์จะแนะนำสั่งสอน
ดังนั้น ท่านที่สนใจเข้าบวช ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-224-1801 หรือติดต่อที่วัดโดยตรง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ แขวงเสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร
วัดโบราณ
วัดมหรรณพารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2393 ปลายรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 3 โดยกรมหมื่นอุดมรัตนราษี ที่มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอรรณพ เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงพระประชวร แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคตเสียก่อน (2 เม.ย. 2394) การก่อสร้างวัดเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังจากกรมหมื่นอุดมรัตนราษีได้สิ้นพระชนม์แล้ว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดมหรรณพาราม
สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมภายในวัดเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 คือหลังคาของพระอุโบสถและวิหารไม่มีช่อฟ้าใบระกา ในพระอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยา มีพระสมัญญานามว่า หลวงพ่อบุญญฤทธิ์ ตัวพระอุโบสถแวดล้อมด้วยกำแพงแก้ว มีใบเสมาที่สลักด้วยศิลาสีเทาอมเขียว เกลากลึงอย่างประณีต สวยงาม เรียงรอบ ด้านข้างและหน้าหลังพระอุโบสถ
ส่วนพระวิหารมีขนาดและมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูน หน้าบันประดับด้วยเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ทำเป็นรูปมังกร ภายในพระวิหาร พื้นผิวผนัง เพดาน บานประตูหน้าต่างตกแต่งประดับประดาเช่นเดียวกับพระอุโบสถทุกประการ แต่มีพระพุทธรูปหล่อสมัยสุโขทัยนามว่า พระร่วงทองคำ ประดิษฐานอยู่
พระร่วงทองคำ
พระพุทธปฏิมาประธานในพระวิหารวัดมหรรณพารามวรวิหาร นามว่า "หลวงพ่อร่วง" พุทธลักษณะปางมารวิชัย ศิลปกรรมสมัยสุโขทัยตอนต้น หล่อด้วยโลหะผสม มีเนื้อทองคำผสม ขนาดหน้าตักกว้าง 1 วา 1 ศอก 1 คืบ 1 นิ้ว สูง 1 วา 3 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว มีรอยต่อ 9 แห่ง และมีหมุดเป็นสลักสำหรับเชื่อมต่อองค์พระให้สมบูรณ์
ประวัติ
เดิมเมื่อสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี หลวงพ่อร่วงประดิษฐานเป็นพระพุทธปฏิมาประธาน ณ วิหารวัดโคกสิงคาราม ต่อมาเป็นวัดร้างปรักหักพังอยู่ ในเขตเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย จึงผ่านยุคต่างๆ ตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงยุครัตนโกสินทร์ เป็นเวลานานนับถึง 700 กว่าปี เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367-2394) พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงอุปถัมภกพระพุทธศาสนาอย่างเอกอุ ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามน้อยใหญ่จำนวนมากถึง 73 วัด ทรงถ่ายทอดพระราชศรัทธานี้ต่อพระราชโอรส ในช่วงที่ทรงบริหารราชการแผ่นดิน ทรงมีราชประสงค์จะได้พระพุทธรูปที่วิจิตรงดงามจากเมืองเหนือที่ถูกทิ้งร้างอยู่ในดงในป่า ลงมาเป็นพระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองสำรวจ และไปพบที่วัดโคกสิงคาราม จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมาเป็นพระประธาน แต่ล่าช้าถึง 3 เดือน ผูกพัทธสีมาพระอุโบสถไปแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานหลวงพ่อร่วงเป็นพระพุทธประธานในพระวิหาร
โปรดตะกร้อและว่าว
พระเทพสุตเมธี กล่าวว่า หลวงพ่อร่วงเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่า อุดมด้วยพุทธลักษณะเป็นเลิศ มีความสำคัญเสมอด้วยพระพุทธรูปสุโขทัยที่อัญเชิญจากเมืองเหนือเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างรัชกาลที่ 1-3 ทุกพระองค์
ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนกราบไหว้บูชาทุกวัน ท่านที่มีทุกข์ขอให้หลวงพ่อพระร่วงปัดเป่า เมื่อสมประสงค์แล้วต้องถวายอย่างใดอย่างหนึ่งที่หลวงพ่อโปรด คือตะกร้อ หรือว่าว
พระวิหารเปิดทุกวันครับ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.







