
‘บุญทักษ์’ ส่งไม้ต่อ ‘ปิติ’ นำพาทีเอ็มบี สู่ยุคดิจิทัล
การประกาศยุติบทบาทของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ธนาคารทหารไทย ของ บุญทักษ์ หวังเจริญ
โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การประกาศยุติบทบาทของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ธนาคารทหารไทย ของ บุญทักษ์ หวังเจริญ อาจไม่ได้เหนือความคาดหมายมาก แต่ก็เร็วกว่าที่คิดไว้ เพราะเป็นการออกก่อนครบวาระการต่ออายุ 2 ปี
บุญทักษ์ เปิดใจในงานแถลงข่าวแผน 5 ปีของธนาคาร ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดย ปิติ ตัณฑเกษม ผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอคนใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป ว่า 10 ปีที่เข้ามา แผนงานหลายด้านประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการจะเห็น โดยเฉพาะการเปลี่ยนธนาคารขนาดกลางที่เคยขาดทุนเป็นแสนล้าน พลิกกลับมาเป็นกำไร และสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้
หลังจากนี้ ในฐานะที่เป็นคนนอกแล้ว จะเฝ้ามองความสำเร็จในอนาคตของธนาคารต่อไป เพราะซีอีโอ ที่ดีแม้จะไม่อยู่แล้ว ก็ต้องวางรากฐานทำให้องค์กรเติบโตและมีชีวิตต่อไป จึงเป็นที่มาของการวางรากฐานก่อนไปไว้ 3 ด้าน คือ การดึงคนเก่งมาทำงาน การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คนเก่งใช้ศักยภาพตัวเองได้เต็มที่ และการสร้างผู้นำคนใหม่ที่สามารถสืบองค์กรให้มีชีวิตต่อเนื่อง
“ส่วนตัวหลังจากวางมือแล้ว ก็คงจะพักผ่อน มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ไปตีกอล์ฟได้มากขึ้น และไม่ได้ทำงานเป็นรัฐมนตรีหรือทำงานการเมืองอย่างที่ใครคาดเดากัน”บุญทักษ์ กล่าว
ด้าน ปิติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ตามแผน 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ 1 เท่าตัวจากปัจจุบัน โดยจะขยายฐานลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กเพิ่มอีก 4 เท่า จากปัจจุบัน 1 แสนราย ขยายการเติบโตของลูกค้าที่ใช้งานผ่านดิจิทัลเป็นประจำ (แอคทีฟ ดิจิทัล คัสโตเมอร์) อีก 1 เท่า จาก 1.2 ล้านราย เป็นมากกว่า 2 ล้านราย และลดต้นทุนต่อรายได้ให้เหลือ 40% จากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีต้นทุนต่อรายได้กว่า 40-50%
“รายได้ 1 เท่า ต้องโตอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานภายในต้องมีต้นทุนลดลง โครงสร้างการทำงานต้องลดจำนวนขั้นตำแหน่งเหลือ 5 ขั้น นับจากพนักงานสาขาถึงซีอีโอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ให้ทันความต้องการลูกค้า โดยปัจจุบันเหลือ 6 ขั้นแล้ว ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ๆ จะมีตำแหน่ง 15-16 ขั้น นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายขอเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชมและแนะนำต่อ” ปิติ กล่าว
เฉพาะปีหน้า คาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 8% หรือ 2 เท่าของจีดีพีที่คาดว่าจะโต 4% โดยภาพรวมธุรกิจธนาคารมองว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ระดับต่ำ 2.5% ดีขึ้นต่อเนื่องจากธุรกิจที่ฟื้นตัว แต่ก็มีบางธุรกิจที่ไม่อาจกลับมารับมือกับการแข่งขันในอนาคตได้ โดยปีหน้าสินเชื่อจะกลับมาเติบโตทั้ง 3 เครื่องยนต์ คือ รายใหญ่ เอสเอ็มอีและรายย่อย หลังจากที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจชะลอ กระทบเอสเอ็มอีและรายย่อยสินเชื่อจึงไปหนักที่รายใหญ่
ทั้งนี้ ต่อไปธนาคารมีแผนลงทุนพัฒนาเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบธนาคารให้รองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของดิจิทัลแบงก์กิ้ง ปฏิรูประบบงานและเอกสารการทำงานให้อยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที พัฒนาช่องทางธนาคารและมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อเพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้ง่ายใช้งานได้จริง
“ทิศทางแบงก์ในอนาคต จะก้าวสู่การให้บริการผ่านดิจิทัลมากขึ้น ตามพฤติกรรมของลูกค้า ดังนั้นสาขามีโอกาสที่จะลดลงได้ แต่จะลดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไหร่ขึ้นกับพฤติกรรมลูกค้าที่จะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน โดยเราอยากเห็นธุรกรรมผ่านดิจิทัลสัดส่วน 80% และสาขาเหลือ 20% ใน 5 ปี สัดส่วนกลับข้างจากปีนี้” ปิติ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของธนาคาร ช่องทางสาขามีความจำเป็นพอๆ กับช่องทางดิจิทัล ซึ่งสุดท้ายทั้งสองช่องทางจะมาหลอมรวมกัน (Omni Channel) เพิ่มประสิทธิภาพบริการลูกค้าที่มีประสบการณ์ที่ดี เพราะจากการสำรวจพบว่าลูกค้ายังต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอยู่ ในชั้นแรกที่ต้องการพูดคุยสอบถามข้อมูลหรือขอคำปรึกษา และเมื่อลูกค้าเข้าใจถ่องแท้ ก็สามารถทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ซื้อกองทุนด้วยตัวเองผ่านโมบายแบงก์กิ้ง
ปิติ ยืนยันว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียม (โน ฟี) ไม่ได้ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง ตรงกันข้ามกลับเติบโตได้ถึง 20% จากรายได้การขายกองทุนและประกัน โดยธนาคารไม่ใช้วิธีบังคับขาย แต่เลือกแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งเป็นผู้นำของการทำ Market Conduct
“สำหรับผม ไม่ใช่แค่การรับไม้ต่อจากไอคอนของวงการแบงก์เท่านั้น แต่จะรับปรัชญา Make the Different มาด้วย ที่เชื่อว่าพวกเราสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ ก็รู้สึกเป็นเกียรติและความยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตผมและทีมงาน ที่จะสานต่อและสืบทอดปรัชญาของคุณบุญทักษ์ ให้ผู้ที่ส่งไม้มารู้สึกสบายใจว่าองค์กรมีชีวิตอยู่ได้บนปรัชญานี้” ปิติ กล่าว







