
ต้องกระจ่างชัด
ข้อเคลือบแคลงกรณี นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1
ข้อเคลือบแคลงกรณี นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตภายในโรงเรียนเตรียมทหาร จ.นครนายก เป็นเรื่องที่กองทัพจะต้องมีคำตอบต่อสังคมให้ชัดเจนว่าเป็นผลจากการถูกลงโทษอย่างรุนแรงไร้กฎเกณฑ์หรือเพราะปัญหาสุขภาพอย่างที่กล่าวอ้างหรือไม่
การที่ผู้นำระดับสูงของรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาปกป้องทหารด้วยกัน โดยระบุว่า นตท.ภคพงศ์ เสียชีวิตจากสุขภาพส่วนตัว ไม่มีการซ่อมอะไรทั้งสิ้น และถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็ไม่ต้องเข้ามาเรียนเป็นทหาร เอาคนที่เต็มใจ ยิ่งเป็นคำพูดที่ซ้ำเติมครอบครัวผู้เสียชีวิต กระทั่งชี้นำคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้แต่งตั้ง พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธานคณะกรรมการ
กรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนเตรียมทหารซึ่งถือเป็นสถาบันหลักของชาติ ในการผลิตนักเรียนเตรียมทหารให้มีความเป็นผู้นำและเป็นที่ยอมรับในประเทศไทยและสากล ยังกระทบต่อรัฐบาล คสช.ที่มีขุนทหารมา บริหารประเทศ โดยเฉพาะกองทัพเองในช่วง 1-2 ปีมานี้มีข่าวพลทหารเสียชีวิตหลายรายจากการถูกซ้อมและลงโทษจนมีการตั้งคณะกรรมการสอบและลงโทษทางวินัยและอาญา
ไม่ว่ากรณีพลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด อายุ 23 ปี พลทหารสังกัด ร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกนายสิบทหาร 6 นาย ทำร้ายจนเสียชีวิตเมื่อปี 2559 หรือกรณีพลทหาร ยุทธอินันท์ บุญเนียม ทหารเกณฑ์ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี สังกัดมณฑลทหารบกที่ 45 ค่ายวิภาวดีรังสิต เสียชีวิตระหว่างถูกสั่งขังคุกทหารเพื่อเป็นการทำโทษ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หรืออีกหลายกรณีที่เป็นข่าว ซึ่งยังไม่มีความกระจ่างชัด
อย่างไรก็ดี ประเด็นของ นตท.ภคพงศ์ มีการพูดถึงปมเสียชีวิตที่พุ่งเป้าไปที่การถูกรุ่นพี่ซ่อมด้วยท่าพิสดาร หรือที่เรียกว่า ท่าหัวปัก ที่อาจเป็นอันตรายเกินกว่าร่างกายจะรับไหว ถึงแม้การเป็นทหารจะต้องเคร่งครัดวินัยและพร้อมรับกับการฝึกที่เข้มข้นเพื่อเป็นทหารที่เข้มแข็งของชาติ แต่การลงโทษต้องคำนึงถึงมาตรฐานและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการทำร้ายร่างกายเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาและละเมิดสิทธิมนุษยชน
เราเห็นด้วยกับคำพูดของ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ที่ว่า การลงทัณฑ์จะอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และต้องอยู่ภายใต้การกำกับของนายทหารปกครอง ตั้งแต่ระดับผู้บังคับหมวด ผู้บังคับกองร้อย ตามลำดับ จะต้องไม่ปล่อยให้นักเรียนปกครองกันเอง เพราะหากเปิดทางให้ลงโทษกันตามใจชอบก็จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต
สิ่งสำคัญ อย่าลืมว่าในโลกปัจจุบันข้อมูลข่าวสารค่อนข้างเปิดกว้าง ใครทำอะไรไม่ถูกต้องก็รู้เห็นกันหมด โดยเฉพาะล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติเพื่อร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น หน่วยงานของรัฐ กองทัพ ต้องตระหนัก อย่าให้วัฒนธรรมการลงโทษบางอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา ช้านานทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตัวเอง หรือไปละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองไว้ ทุกอย่างต้องโปร่งใส อย่าคิดว่าเป็นเรื่องภายในกองทัพ เพราะทุกคนที่เป็นทหารหรือนักเรียนเตรียมทหารต่างก็เป็นลูกหลานประชาชนคนไทยเช่นกัน







