
กำไรของบจ.ในไตรมาส 3 และแนวโน้มตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวอยู่ในระดับ 1,700 จุด ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฤดูกาลของการประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งผลที่ออกมานั้นพบว่าจำนวนบริษัทที่มีกำไรสุทธิเติบโตจากปีที่แล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 โดยกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ประกาศออกมาโดยรวมเติบโตบวก 1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีก่อนหน้า และติดลบที่ลบ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 โดยผลกำไรรวม 9 เดือน คิดเป็น 75% ของประมาณการกำไรทั้งปี
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวอยู่ในระดับ 1,700 จุด ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฤดูกาลของการประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งผลที่ออกมานั้นพบว่าจำนวนบริษัทที่มีกำไรสุทธิเติบโตจากปีที่แล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 โดยกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ประกาศออกมาโดยรวมเติบโตบวก 1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีก่อนหน้า และติดลบที่ลบ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 โดยผลกำไรรวม 9 เดือน คิดเป็น 75% ของประมาณการกำไรทั้งปี
ทั้งนี้ ตัวเลขที่ออกมานั้นต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย สาเหตุหลักมาจากการที่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าเงินลงทุนในโครงการมารีนา ออยล์ แซนด์ จำนวน 18,505 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปยังงบการเงินของบริษัท ปตท. จำนวนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท รวมเป็นผลกระทบทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบของรายการนี้ กำไรสุทธิรวมของตลาดในไตรมาส 3 จะเติบโตบวก 17% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีก่อนหน้า และเติบโตบวก 13% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และหากรวมกำไรสุทธิ 9 เดือน จะคิดเป็น 79% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
หากมองเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มที่กำไรออกมาต่ำกว่าคาดมากคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีการตั้งสำรองที่สูงกว่าคาด ทั้งจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังเพิ่มขึ้น และการตั้งสำรองเผื่อสำหรับการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9 ทำให้เป็นตัวกดดันกำไรในไตรมาส 3 ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานเติบโตดี ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปีที่แล้ว
นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 เริ่มเห็นการฟื้นตัวของยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย จากเดิมที่ผลิตไตรมาสละประมาณ 4.8 แสนคัน ในไตรมาส 3 ยอดการผลิตสูงถึง 5.2 แสนคัน โดยเติบโตทั้งการผลิตสำหรับในประเทศและสำหรับส่งออก ทำให้ปีนี้ทั้งปียอดการผลิตรถยนต์น่าจะสูงถึง 1.96 ล้านคัน และแตะระดับ 2 ล้านคัน ได้ในปีหน้า เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
สำหรับแนวโน้มในไตรมาสสุดท้ายของปีหลังจากที่ไทยได้ผ่านช่วงแสดงความอาลัย รัฐบาลได้ประกาศมาตรการช็อปช่วยชาติ โดยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายจากการใช้ซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้คนละไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ในช่วงวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560 เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอย หุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มค้าปลีกและบริการและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ก็จะทำให้ภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว ได้รับ ประโยชน์ตามๆ กันไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการเร่งอนุมัติโครงการก่อสร้างพื้นฐานของรัฐบาลในปลายปีนี้ถึงปีหน้า ก็จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันมายืนที่ระดับ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ก็จะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ในไตรมาส 4 ที่น่าจะมีการบันทึกกำไรจากสต๊อกสินค้าคงคลัง ดังนั้นกำไรสุทธิของบริษัทในกลุ่มนี้น่าจะออกมาค่อนข้างดี
สำหรับกลุ่มธนาคารนั้น ในไตรมาส 4 ธนาคารขนาดใหญ่น่าจะยังมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในระดับสูงอยู่ แต่ในปี 2561 การตั้งสำรองมีแนวโน้มน้อยลงตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น รวมถึงรายได้ของดอกเบี้ยน่าจะกลับมาเติบโตได้ดีจากสินเชื่อที่มีแนวโน้มดีตามการเติบโตของเศรษฐกิจและการใช้จ่ายตามโครงการต่างๆ ของภาครัฐ
ดังนั้น ในไตรมาส 4 ของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี แม้ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) จะอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด แต่การที่กำไรของบริษัทเติบโตขึ้นนั้น ได้หนุนให้มูลค่าของตลาด ณ ดัชนีระดับปัจจุบันยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผล และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้ต่อตามการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียน







