
เปิดหวูดลงทุนอีอีซี รุกอุตสาหกรรมเป้าหมาย
อนัญญา มูลเพ็ญ ความคืบหน้าและชัดเจน สำหรับการพัฒนาตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) หรือบอร์ดอีอีซี เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2560 ได้เห็นชอบกรอบเวลาการลงทุนในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่เป็น "กระดูกสันหลัง" ของอีอีซีให้เกิดความชัดเจน ทั้งการประกาศร่างทีโออาร์ การเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน และระยะเวลาการเปิดใช้บริการ
อนัญญา มูลเพ็ญ
ความคืบหน้าและชัดเจน สำหรับการพัฒนาตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) หรือบอร์ดอีอีซี เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2560 ได้เห็นชอบกรอบเวลาการลงทุนในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่เป็น "กระดูกสันหลัง" ของอีอีซีให้เกิดความชัดเจน ทั้งการประกาศร่างทีโออาร์ การเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน และระยะเวลาการเปิดใช้บริการ
เช่น ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมสนามบิน 3 แห่ง (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) จะจัดทำร่างทีโออาร์ เสร็จในเดือน ม.ค. ประกาศเชิญชวนเอกชนเริ่มลงทุนเดือน ก.พ. เจรจาต่อรอง เอกชนแล้วเสร็จในเดือน ก.ค. 2561 และเปิดให้บริการในปี 2566 โครงการพัฒนาศักยภาพสนามบินอู่ตะเภา จะทำ ทีโออาร์และเชิญเอกชนร่วมลงทุนในเดือน พ.ค. เจรจาต่อรองแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2561 เปิดให้บริการปี 2566 และยังมีโครงการท่าเรือและรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมท่าเรือสำคัญภายในอีอีซีที่ถูกหนดเวลาการดำเนินการให้ชัดเจน
ขณะที่วันที่ 23 พ.ย. 2560 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นอกจากวาระการอนุมัติให้การส่งเสริมกิจการลงทุนขนาดใหญ่ตามปกติแล้ว ยังอนุมัติส่งเสริมกิจการขนส่งทางอากาศแก่บริษัท สายการบินนกสกู๊ต เงินลงทุน 6,578 ล้านบาทแล้ว ยังได้อนุมัติมาตรการเพื่อผลักดันการลงทุนในอีอีซี ที่จะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561-30 ธ.ค. 2562 รวมระยะเวลา 2 ปี
ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกกรณีลงทุนในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ เช่น เมืองการบินภาคตะวันออก หรือสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านการบิน อากาศยานและอวกาศในภูมิภาค เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECI) ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมระดับสากล และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECD) จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านดิจิทัล โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี จากเกณฑ์ปกติเมื่อรวมสิทธิประโยชน์เดิมเกิน 8 ปีได้ กล่าวคือจะมีสิทธิเว้นภาษีเงินได้ 10 ปี และลดหย่อนอีก 50% เป็นระยะเวลา 5 ปี
กลุ่มที่ 2 กรณีลงทุนในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นการเฉพาะ จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี หลังสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ปกติ และกลุ่มที่ 3 กรณีลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมทั่วไปที่ได้รับการส่งเสริมในพื้นที่อีอีซีจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 3 ปีหลังสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ปกติ
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความสามารถด้านวิจัยและพัฒนา ในเงื่อนไขการส่งเสริม ระบุว่า ผู้ประกอบการต้องมีการยกระดับความสามารถของบุคลากร โดยเชื่อว่าการมีมาตรการจูงใจการลงทุนจะดึงดูดให้นักลงทุนให้ความสนใจอีอีซีมากยิ่งขึ้น เพื่อไปสู่เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งใจจะดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในพื้นที่อีอีซี 5 ปี รวม 5 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1 แสนล้านบาท
"การลงทุนเอกชนในระยะต่อไป จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มีความชัดเจนและจากผลของเศรษฐกิจโลกและภาพรวมของไทยที่ดีขึ้น จะส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต" ดวงใจ กล่าว







