posttoday
อินเดียเนื้อหอม หมุดลงทุนใหม่เอเชีย

อินเดียเนื้อหอม หมุดลงทุนใหม่เอเชีย

22 พฤศจิกายน 2560

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ หลังปล่อยให้จีนครอบครองตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมาเป็นเวลานานหลายปี ในขณะนี้ถึงคราวที่ "อินเดีย" ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 7 ของโลกจะผงาดขึ้นมามีอิทธิพลสูสีกับจีนมากยิ่งขึ้น

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หลังปล่อยให้จีนครอบครองตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมาเป็นเวลานานหลายปี ในขณะนี้ถึงคราวที่ "อินเดีย" ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 7 ของโลกจะผงาดขึ้นมามีอิทธิพลสูสีกับจีนมากยิ่งขึ้น

แม้ก่อนหน้านี้แผนการปฏิรูปการเก็บภาษีการค้าและบริการ (จีเอสที) ซึ่งมีผลบังคับเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อาจส่งผลให้การคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียสะดุดไป บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 6.7% ในปี 2017 ต่ำกว่าคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเพียงเล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ 6.8% ในช่วงเวลาดังกล่าว

ไอเอ็มเอฟ เสริมว่า ในปี 2018 เศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 7.4% ซึ่งปรับตัวรวดเร็วที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากแผนปฏิรูปเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี จะส่งแรงหนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นแผนภาษี จีเอสทีที่ผนวกการจัดเก็บภาษีให้กลายเป็นระบบเดียว รวมไปถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบในตลาดแรงงาน และกระบวนการเข้าซื้อที่ดิน มาตรการเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มปัจจัยสนับสนุนการทำธุรกิจในอินเดีย

นอกจากนี้ การปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดีย จากระดับ Baa3 เป็น Baa2 โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดปีกให้อินเดียได้รับความ น่าเชื่อในสายตาของนักลงทุนมาก กว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ จากปัจจัยข้างต้น อินเดียซึ่งมีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน จึงทวีความสำคัญและน่าดึงดูดใจมากยิ่งขึ้นสำหรับนานาชาติ ล่าสุดเห็นได้จากถ้อยคำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ กล่าวย้ำคำว่า "อินโด-แปซิฟิก" ซึ่งมีอินเดีย เป็นจุดศูนย์กลาง จำนวนหลายครั้งระหว่างการพบปะกับผู้นำอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหวังผลักดันโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ คล้ายคลึงกับโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน หมายความว่าจุดความสนใจในเอเชียกำลังจะเปลี่ยนจากจีนไปสู่อินเดียมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ "ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในการสร้างพันธมิตรกับอินเดียมากที่สุด เนื่องจากต้องการให้อินเดียมาร่วมคานอำนาจกับจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลเข้ามาในพื้นที่พิพาทบริเวณจีนตะวันออก โดยคำว่า อินโด-แปซิฟิกนั้นเป็นคำพูดที่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เริ่มใช้เป็นคนแรกเพื่อสานสายสัมพันธ์กับอินเดียเมื่อปี 2007

ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในอินเดียมากที่สุดเป็นอันดับ 3 โดยมูลค่าการลงทุนในอินเดียของญี่ปุ่น อยู่ที่ 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 แสนล้านบาท) ช่วงปี 2016-2017 พุ่งขึ้นถึง 80% จากตัวเลขช่วงปี 2015-2016 ที่ 2,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) การลงทุนจากญี่ปุ่นไม่เพียงปรับขึ้น แค่ในแง่มูลค่าเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่ธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ทั้งธุรกิจค้าปลีก สิ่งทอ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจการเงิน

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองชาติยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น จากการที่อาเบะและโมดีบรรลุข้อตกลงร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอินเดียเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วยการขายรถไฟความเร็วสูงให้อินเดีย พร้อมทั้งจะสนับสนุนเงิน 81% คิดเป็น 1.69 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5.52 แสนล้านบาท) สำหรับใช้สร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 500 กิโลเมตร ระหว่างเมืองมุมไบ และเมืองอาห์เมดาบาด ของรัฐ คุชราต ที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม ของประเทศ ตลอดระยะเวลา 50 ปี

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ค. กระทรวงเศรษฐกิจของอินเดียและญี่ปุ่น ยังเห็นพ้องให้เอกชนญี่ปุ่นเข้ามาตั้งนิคมอุตสาหกรรมในอินเดียเพิ่มเติมอีก 11 แห่ง และจะเพิ่ม การลงทุนอีก 2 เท่า ในช่วง 5 ปี ข้างหน้า โดยในขณะนี้เอกชนที่เข้ามา ทำธุรกิจในญี่ปุ่นมีจำนวนราว 1,305 ราย ในปี 2016 เพิ่มขึ้นมา 6% จาก ปีก่อนหน้านี้

ขณะที่ "จีน" แม้จะมีความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นนักกับอินเดีย จากกรณีที่โครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน ตั้งระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน พาดผ่านบริเวณแคชเมียร์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถาน และความ ขัดแย้งเรื่องการที่จีนจะตัดถนน เข้าพื้นที่ดังกล่าวจนกองทัพอินเดียและจีนเผชิญหน้ากันกว่า 1 เดือน ในพื้นที่ดอกลัม (Doklam) ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างจีน อินเดีย และภูฏาน แต่อินเดียยังถือเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนสำคัญสำหรับเอกชนจีน

สำนักงานสถิติแห่งชาติอินเดีย เปิดเผยว่า ตัวเลขการลงทุนโดย ตรงจากจีน (เอฟดีไอ) อยู่ที่ 1,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.2 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน มี.ค. 2017 แต่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า มูลค่าการลงทุนที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขของทางการ

"มูลค่าการลงทุนของจีนในอินเดียสูงกว่าตัวเลขทางการอย่างน้อย 3 เท่า" ซานโตช ไพ หุ้นส่วนบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย ลิงก์ ลีกัล อินเดีย ลอว์ เซอร์วิส กล่าว และ เป็นที่ปรึกษาของสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ของจีน กล่าว

ไพ เสริมว่า อินเดียคำนวณเอฟดีไอจากการลงทุนจากจีน แผ่นดินใหญ่เป็นหลัก ขณะที่การลงทุนจากจีนส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านฮ่องกง ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดเผยของ ชือเหยาบิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังจีน ระบุว่า เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา จีนลงทุน ในอินเดีย 4,070 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 แสนล้านบาท) โดย เอฟดีไอจากจีน 60% อยู่ที่อุตสาหกรรมยานยนต์อินเดีย

ขณะเดียวกัน ภาคเทคโนโลยีของอินเดียกำลังได้รับความสนใจ จากเอกชนจีนมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุด เสี่ยวหมี่ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่สัญชาติจีน ประกาศเมื่อไม่นานนี้ว่า จะลงทุนในสตาร์ทอัพ 100 แห่งของอินเดีย มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ตามหลังอาลีบาบา และเทนเซ็นต์ 2 ยักษ์ไอทีที่ลงทุนในสตาร์ทอัพอินเดียกว่าพันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2015

สำหรับประเทศกลุ่มอาเซียนนั้น อาเซียนลงทุนในอินเดียสัดส่วนกว่า 17% ของเอฟดีไอจากต่างชาติทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2000 คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) โดยความร่วมมือทั้งการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและอินเดีย คาดว่าจะปรับตัวขึ้นในอนาคต จากผลักดันความตกลงหุ้นส่วนในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ของ 16 ชาติที่คาดว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในปี 2018

เม็ดเงินทุนจากเอเชียที่กำลัง หลั่งไหลเข้าสู่อินเดีย รวมไปถึงการส่งเสริมการเจรจาความร่วมมือทาง การค้าต่างๆ จึงคาดว่าจะทำให้อินเดีย เข้าใกล้การเป็นหมุดลงทุนใหม่ประจำภูมิภาคในอนาคตอันใกล้นี้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท