
แรงงานต่างด้าวหายไป...ใครสะดุด?
พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ เศรษฐกรอาวุโส & [email protected] & ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค & สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่งผลกระทบหนักต่อกิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่น พ.ร.ก.ฉบับนี้กำลังนำไปสู่บริบทใหม่ที่การใช้แรงงานต่างด้าวไม่ใช่ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนอีกต่อไป จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวและสร้างจุดแข็งอื่นเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันและดำเนินธุรกิจต่อไป
พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ เศรษฐกรอาวุโส & [email protected] & ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค & สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
การประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่งผลกระทบหนักต่อกิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่น พ.ร.ก.ฉบับนี้กำลังนำไปสู่บริบทใหม่ที่การใช้แรงงานต่างด้าวไม่ใช่ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนอีกต่อไป จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวและสร้างจุดแข็งอื่นเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันและดำเนินธุรกิจต่อไป
ภาพของเหล่าคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในบ้านเรากลายเป็นสิ่งคุ้นตา ทั้งในร้านอาหาร งานก่อสร้าง หรือโรงงานอาหารแปรรูป หรือหากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดที่มีแรงงานชาวเมียนมาอาศัยอยู่หนาแน่น จะพบว่าชาวต่างด้าวไม่ได้เป็นเพียงกลุ่ม ผู้ขายแรงงานเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในเมืองนั้นเลยทีเดียว
ตัวเลขอย่างเป็นทางการของจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจากกระทรวงแรงงานอยู่ที่ 1.7 ล้านคนในปี 2560 แต่คาดว่าตัวเลขจริง น่าจะสูงกว่านั้นมาก เพราะมีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่เข้าประเทศมาโดยผิดกฎหมาย การเข้ามาโดยไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิจากรัฐ นอกจากจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานแล้ว ยังอาจถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิทธิมนุษยชน ที่ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับ Tier 3 ในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาและถูก EU ให้ใบเหลืองจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) จนส่งผลให้อุตสาหกรรมประมงของไทยซบเซาทั้งระบบ
ขณะนี้การประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แสดงถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวที่ถูกปล่อยปละละเลยมาหลายสิบปี ซึ่งการจัดระเบียบจะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านแรงงาน สาธารณสุขและการศึกษา ที่สำคัญจะสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว แต่การออกบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ได้ส่งสัญญาณหรือให้เวลาผู้ประกอบการในการปรับตัวมากนัก ในระยะเริ่มต้นนั้นจึงหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมไปไม่ได้
จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) จำนวนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้โครงการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจกับภาคธุรกิจ (Business Liaison Programme : BLP) ของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่นี้แม้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อยู่ เพราะส่วนมากจ้างแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย แต่ผลกระทบจะมาตกอยู่ที่ SMEs ที่ใช้แรงงานต่างด้าวเข้มข้น เพราะส่วนใหญ่จะอาศัยแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ ขึ้นทะเบียน โดยผลกระทบจะหนัก ในช่วงก่อนจะมีการประกาศระยะเวลาผ่อนผันให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาส พาแรงงานต่างด้าวของตนไปขึ้นทะเบียน เพราะมีแรงงานไหลกลับประเทศทันทีในจำนวนมาก
โดยผลกระทบมีความรุนแรงตั้งแต่การลดกำลังการผลิต จนถึงการปิดกิจการทั้งชั่วคราวและถาวรของบาง SMEs เช่น ภาคการค้าและบริการที่ขาดแรงงานหลังร้านจนธุรกิจต้องสะดุดลง ภาคก่อสร้างที่หากต้องเร่ง ส่งมอบงานตามกำหนดเวลาก็ต้องแข่งราคาแย่งตัวแรงงานกันจนค่าแรงสูงขึ้น หรือโดนค่าปรับที่ส่งมอบงานล่าช้า ภาคเกษตรที่ขาดแรงงานเก็บเกี่ยวและคัดแยกจนต้องยอมขายผลผลิตในราคาเหมา ตลอดจนโรงงานแปรรูปเกษตรลดการรับซื้อผลผลิตเพราะมีกำลังการผลิตไม่พอจนสินค้าเน่าเสีย ด้านประมงชายฝั่งก็ต้องหยุดเดินเรือจนทำให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องหยุดชะงัก ด้านการลงทุนพบการชะลอโครงการเพราะหาผู้รับเหมายากและต้นทุนสูง
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มบริษัทเกษตรแปรรูป มีแผนย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อความมั่นคงด้านแรงงานและวัตถุดิบ
อย่างไรก็ดี หลังจากการประกาศผ่อนผันกฎหมายตามมาตรา 44 ผล กระทบดังกล่าวต่อการดำเนินธุรกิจเริ่มเบาบางลง แรงงานต่างด้าวทยอยกลับมาบ้างแม้จะยังไม่เท่าเดิม และผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มนำแรงงานต่างด้าวของตนไปขึ้นทะเบียน พร้อมกับปรับตัวด้วยการเพิ่มการทำงานล่วงเวลาการใช้แรงงานพาร์ตไทม์เพื่อชดเชยแรงงานที่หายไป และประสานกับกรมการจัดหางานเพื่อจ้างแรงงานต่างด้าวตาม MOU มากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ในระยะหลังสถานการณ์ดูจะเริ่มผ่อนคลายลงเป็นลำดับ แต่ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ว่าพวกเขายังต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนค่าแรงในอนาคตที่จะสูงขึ้น ทั้งจากการหา แรงงานที่ยากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการนำเข้าและขึ้นทะเบียนแรงงาน รวมถึงค่าแรงและสวัสดิการที่ปรับขึ้นมาเทียบเท่ากับแรงงานไทยตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ประกันสังคม ทำให้ SMEs ต้องปรับตัวตามกลไกของตลาดแรงงานที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากการบังคับใช้กฎหมาย สร้างความกังวลถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต
นอกจากนี้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจ ในแง่ของการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยที่ ลดลง โดยเฉพาะในแหล่งที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่นจากการสำรวจพื้นที่ ใน จ.สมุทรสาคร ที่หลายคนเรียกกันว่าเมียนมาทาวน์ พบว่าหลังจากการประกาศ พ.ร.ก.การจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่หดตัวและกระทบธุรกิจรายย่อยของคนไทยในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ กลุ่มสินค้าและบริการระดับฐานราก ได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วงแรก สะท้อนจากยอดขายสินค้าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้านค้าเลื่อนเวลาปิดเร็วขึ้น และเห็นห้องเช่าที่เคยมีคนอยู่เต็มกลายเป็นห้องร้างเกินครึ่ง
ทั้งนี้ แม้จะมีมาตรการผ่อนผันออกมา ผู้นำชุมชนและผู้ประกอบการต่างเห็นพ้องกันว่าแรงงานต่างด้าวคงจะไม่กลับเข้ามาเท่ากับในอดีต เพราะการจ้างงานในพื้นที่ยังซบเซาตามภาคประมงและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ยังไม่ฟื้นตัวมาตั้งแต่มาตรการ IUU
ขณะเดียวกัน คาดกันว่าในระยะต่อไปกลุ่มแรงงานต่างด้าวเหล่านี้จะระมัดระวังการใช้จ่ายยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเงินเก็บลดลงในช่วงการเดินทางเข้าออกประเทศ และยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ จึงต้องพลิกโฉมครั้งใหญ่โดยปรับรูปแบบจากห้างที่เคยตกแต่งตามรสนิยมของชาวเมียนมาทั้ง 6 ชั้น ปัจจุบันเหลือไว้เพียง 1 ชั้น และหันมาสร้างกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอื่นทดแทน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับชุมชนถนนกีบหมู ย่านคลองสามวา แหล่งค้าแรงงานรายวันอิสระที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีแรงงานชาวกัมพูชาอยู่หลายพันคน ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างเห็นว่าระยะหลังยอดขายสินค้าลดลงและแรงงานใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น ร้านโพยก๊วนก็ทยอยปิดตัวลง และยังมองว่าอีกไม่นานแรงงานต่างด้าวในพื้นที่นี้น่าจะหายไปจำนวนมาก เพราะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และแน่นอนว่าแรงงานที่หายไปจะส่งผลกระทบต่อภาวะการจับจ่ายใช้สอยและยอดขายของธุรกิจในพื้นที่ต่อไป
คำถามคือเราจะประคับประคองกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบ เหล่านี้ให้เดินต่อไปได้อย่างไร ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างเชิงระบบของการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่ภาครัฐสามารถช่วยได้ชัดเจนคือการเร่งกระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้ทันกำหนด เพื่อลดผลกระทบจากการ ขาดแรงงานที่อาจจะขยายไปยังอุตสาห กรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงรับฟังเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนในการทบทวนเรื่องค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน อัตราโทษของกฎหมายและความเหมาะสมในการใช้เพียงมาตรฐานเดียวกับบริษัททุกขนาดและทุกลักษณะกิจการ ส่วน SMEs เองก็ต้องเร่ง ปรับตัวภายใต้บริบทที่การใช้แรงงานต่างด้าวไม่ใช่ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนอีกต่อไป จึงควรเน้นสร้างจุดแข็งอื่น เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือความแตกต่างให้แก่สินค้าและบริการด้วย ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นการบ้านที่ทุกภาคส่วนต้องนำไปขบคิดเพื่อช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ โดยไม่สะดุดและไม่มีใครถูกลืมไว้เบื้องหลัง n







