posttoday
กนง.ห่วงเศรษฐกิจดี แต่แรงไม่พอส่งต่อรากหญ้า

กนง.ห่วงเศรษฐกิจดี แต่แรงไม่พอส่งต่อรากหญ้า

21 พฤศจิกายน 2560

ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 7/2560 วันที่ 8 พ.ย. 2560 หลังจากที่ประชุม กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5%

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 7/2560 วันที่ 8 พ.ย. 2560 หลังจากที่ประชุม กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5%

ทั้งนี้ ในรายงานระบุว่าในการตัดสินนโยบายครั้งนี้ กรรมการได้อภิปรายถึงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงิน โดยมีข้อสรุปและเหตุผลหลักประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

1.เศรษฐกิจในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนมากขึ้น จากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้น ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องตามกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ส่งผ่านผลดีไปสู่การจ้างงานและรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มธุรกิจ SMEs เท่าที่ควร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจใช้นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขได้

สำหรับการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง ที่ผ่านมามีทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาค ส่วน NEER และ REER ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้คณะ กรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปัจจุบันยังมีความจำเป็นต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้อุปสงค์ในประเทศขยายตัวได้เข้มแข็งมากขึ้น

2.อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามราคาอาหารสดและราคาพลังงานที่ทยอยปรับสูงขึ้น และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต รวมถึงผลกระทบต่อค่าจ้างแรงงานจากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นหลัก การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจึงไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสม และยังจะเร่งให้เกิดการสะสมความเปราะบางเพิ่มเติมต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะต่อไป

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่แนวโน้มลดลงยังไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับลดลง และการบริโภคและการลงทุนยังขยายตัวได้ อย่างไรก็ดี ยังจำเป็นต้องติดตามพลวัตเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างใกล้ชิดต่อไป

3.เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังมีความเสี่ยงที่อาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป ซึ่งต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ (1) พฤติกรรม Search for Yield ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควร (Underpricing of risks) โดยในช่วงที่ผ่านมายังเห็นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนได้จากกองทุน FIF ที่ขยายตัวในระดับสูงและมีการลงทุนกระจุกตัวในบางประเทศ และพฤติกรรมการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งที่มีการกู้ยืมเพื่อไปลงทุน

(2) ความสามารถในการชำระหนี้ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ยังไม่ปรับดีขึ้นมาก ซึ่งมีความกังวลต่อ NPL ของ SMEs โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กในภาคพาณิชย์และก่อสร้างที่ส่วนหนึ่งเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้การทำธุรกิจในรูปแบบเดิมอาจไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ NPL อาจไม่ปรับลดลงแม้เศรษฐกิจปรับดีขึ้น และมีกรรมการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า หาก NPL ของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยมีทิศทางแนวโน้มสูงขึ้น อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นและผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวอาจหันไปพึ่งพาสินเชื่อจากแหล่งอื่นๆ ทดแทน อาทิ สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) จึงจำเป็น ต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิดเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยัง อยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงในบางจุด ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ และเป็นการลดลงในสินเชื่อเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะ อย่างไรก็ดีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ของภาคครัวเรือนยังค่อนข้างทรงตัว

และ (3) ปัญหาเสถียรภาพระบบ การเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ในจุดที่เกณฑ์การกำกับดูแลยังไม่ครอบคลุม (Regulatory gap) โดยกรรมการส่วนหนึ่งแสดงความกังวลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูงในภาวะที่อุปทานคงค้างยังมีพอสมควร โดยเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการและวิเคราะห์เสถียรภาพระบบการเงินต่อเนื่อง ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินมาตรการกำกับดูแลควบคู่กันไป

ทั้งนี้เมื่อคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงการรักษาสมดุลระหว่าง Policy trade-offs ต่าง ๆ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ในการประชุมครั้งนี้ โดยเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท