posttoday
วิกฤตการเมืองเยอรมนี อีกหนึ่งฝันร้ายฉุดยุโรป

วิกฤตการเมืองเยอรมนี อีกหนึ่งฝันร้ายฉุดยุโรป

20 พฤศจิกายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธตลาดหุ้นหลักในยุโรปเปิดตลาดในแดนลบกันถ้วนหน้าเมื่อวานนี้ ต่อเนื่องจากที่ลงไปแล้วในวันก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินยูโรเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากร่วงลงไป 0.5% เมื่อวันที่ 20 พ.ย. หรือร่วงลงวันเดียวมากที่สุดในรอบเกือบ 1 เดือน เพราะความกังวลต่อปัญหาการเมืองในเยอรมนี

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ตลาดหุ้นหลักในยุโรปเปิดตลาดในแดนลบกันถ้วนหน้าเมื่อวานนี้ ต่อเนื่องจากที่ลงไปแล้วในวันก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินยูโรเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากร่วงลงไป 0.5% เมื่อวันที่ 20 พ.ย. หรือร่วงลงวันเดียวมากที่สุดในรอบเกือบ 1 เดือน เพราะความกังวลต่อปัญหาการเมืองในเยอรมนี

จากหัวเรือใหญ่ของสหภาพยุโรป (อียู) เยอรมนีในวันนี้กลับมีสภาพ ไม่ต่างจากเป็ดง่อย เมื่อนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ในฐานะหัวหน้าพรรคซีดียู ไม่สามารถเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคเอฟดีพีและพรรคกรีนได้ แต่แทนที่จะเลือกทาง ออกสุดท้ายด้วยการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แมร์เกิลได้ประกาศท่าทีชัดเจนล่าสุดว่า ขอชี้ชะตาด้วยการจัด "เลือกตั้งใหม่" อีกครั้งดีกว่า

นั่นหมายความว่า เยอรมนีจะ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

หากมองในฐานะที่เยอรมนีคือประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอียู ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง แน่นอนว่าปัญหานี้ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ของยุโรปทั้งทวีปไปด้วย แม้เราจะยัง ไม่เห็นผลกระทบฉับพลันที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเริ่มฟื้นตัวกลับเข้ารูปเข้ารอยอย่างต่อเนื่อง จีดีพีของเยอรมนีในไตรมาส 3 เติบโตดีเกิน คาดการณ์อยู่ที่ 0.8% พร้อมอัตราการว่างงานที่ต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปีที่ 5.6% ทำให้เศรษฐกิจพื้นฐานแข็งแกร่งมากพอที่จะรองรับความเสี่ยงในระยะสั้นได้ และยังไม่ปรากฏความตื่นตูมผ่านตลาดเงินตลาดทุนเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกระทบระยะยาวนั้น ปัญหาการเมืองในเยอรมนีอาจเป็นตัวสั่นคลอนเสถียรภาพและอนาคตของยุโรปมากที่สุดหลังจากนี้ โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นจริง และไม่สามารถให้ทางออกที่ดีกว่าเดิมในขณะนี้ได้

วานิตี้แฟร์ ได้สะท้อนมุมมองระยะยาวต่อเรื่องนี้ว่า นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 อย่างสหรัฐ ทิศทางของโลกก็เริ่มกลับหัวกลับหางไปจาก ตำราเดิมๆ ที่เคยยึดถือกันมา และทำให้ อังเกลา แมร์เกิล กลายเป็นผู้นำของโลกเสรีนิยม (เดิม) ไปโดยปริยายแทน

ในยุคที่การปกป้องทางการค้า (Protectionism) กำลังเข้มข้นขึ้น พร้อมการขยายตัวอย่างเปิดเผยของรูปแบบการปกครองแบบสตรองแมนที่นำโดยจีน แมร์เกิลจึงกลายเป็นผู้นำในระดับมหาอำนาจโลกเพียงหนึ่งเดียวที่ยัง ยึดมั่นในระบอบโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี สิทธิมนุษยชน และศาสตร์การปกครองแบบอุดมคติ หรือ Statecraft และเป็นผู้นำที่สามารถยืนหยัดต่อต้านกระแสของฝ่ายขวาจัดที่ทยอยก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากขาดแมร์เกิลที่เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีมาอย่างยาวนานถึง 12 ปีติดต่อกันไป ยุโรปจะฝ่าความท้าทายหลัก 3 ด้าน คือ การเมือง เศรษฐกิจ และเบร็กซิต หลังจากนี้ ไปอย่างยากลำบาก

ปัญหาผู้อพยพทะลักล้นยุโรปยัง ไม่ได้จบลง พอๆ กับที่กระแสขวาจัด ในยุโรปยังไม่ตาย วิกฤตการณ์ผู้อพยพเมื่อปี 2015 ที่เยอรมนีเปิดประตูรับ ผู้อพยพเข้ามากว่า 1 ล้านคนนั้น นับเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่ทำให้ แมร์เกิลและพรรคร่วมรัฐบาลเสียคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา และทำให้พรรค ขวาจัด เอเอฟดี ได้เสียงเข้าไปในสภาล่างมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 94 ที่นั่ง ปัจจุบันสถานการณ์ผู้อพยพและ ลี้ภัยเข้ายุโรปก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจะไม่ทำให้พรรคของแมร์เกิลเสียที่นั่งในสภาเพิ่มอีก

แม้จนถึงปัจจุบัน จะยังไม่มีพรรค การเมืองขวาจัดพรรคใดเลยที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของ ประเทศใหญ่ๆ ในยุโรปได้ ไม่ว่าจะเป็นแกร์ต วิลเดอร์ ในเนเธอร์แลนด์ หรือมารีน เลอ เปน ในฝรั่งเศส แต่สถานการณ์นี้ก็ยังน่าห่วงแบบน้ำเซาะทราย เพราะพรรคขวาจัดได้เสียงเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่หลายประเทศในฝั่งยุโรปตะวันออกนั้นพบว่า พรรคการเมืองขวาจัดสามารถผงาดขึ้นมาชนะการเลือกตั้งได้สำเร็จ อาทิ โปแลนด์และฮังการี ดังนั้น การขาดหัวแถวที่เข้มแข็งอย่างแมร์เกิลไปจะยิ่งทำให้ยุโรปยิ่งแตกแยกในเชิงคุณค่าพื้นฐานและอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน จนส่งผลกระทบต่อแผนการปฏิรูปต่างๆ ตามมา

เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำคนหนุ่มของฝรั่งเศสนั้นได้เสนอแนวทางปฏิรูปยุโรปเพื่อแก้ปัญหาหลายด้าน อาทิ ค่าเงินยูโร การว่างงานในกลุ่มวัยรุ่น การอพยพ ไปจนถึงการผสานความ ร่วมมือด้านกฎเกณฑ์กำกับดูแล ภาคเอกชนและตลาดทุน แต่ฝรั่งเศส จะไม่สามารถผลักดันเรื่องเหล่านี้ได้เลยหากปราศจากพันธมิตรที่เข้มแข็งอย่างเยอรมนี

ทิลมานน์ กัลเลอร์ นักยุทธศาสตร์ของธนาคารเจ.พี.มอร์แกน เชส ให้ มุมมองกับไฟแนนเชียลไทมส์ ว่า ปัญหาการเมืองเยอรมนีครั้งนี้ยังสะเทือนไปถึงความเชื่อมั่นในตลาด การเงินด้วย เพราะดูทรงแล้ว ปัญหาการเมืองน่าจะทำให้เยอรมนีซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดในยุโรปต้องกลายเป็นอัมพาตไปชั่วคราว และลดโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่ยุโรปจะสามารถเดินหน้าวาระการปฏิรูป หรือเจรจาเรื่องเบร็กซิตให้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญได้

แม้ที่สุดแล้วยุโรปจะต้องเดินต่อไปในวันที่ไม่มีแมร์เกิล และอาจไม่มีผู้นำคนไหนที่แข็งแกร่งและอยู่ยั้งยืนยง 4 สมัยเท่าเธอได้อีก แต่อย่างน้อยที่สุด วันนั้นก็ไม่ควรเกิดขึ้นกับยุโรปที่กำลังเผชิญภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานของ เบร็กซิต ซึ่งคาดว่าการเจรจาจะยืดเยื้อออกไปยาวกว่าที่คาดไว้ภายในเดือน ต.ค. 2018 แถมยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนจากสหรัฐในยุคของทรัมป์ ซึ่งหากผลการจัดตั้งรัฐบาลเยอรมนี หลังจากนี้ไม่สามารถสะท้อนความแข็งแกร่งของหัวเรือใหญ่ยุโรปได้ ลางร้ายของยุโรปก็อาจปรากฏให้เห็นขึ้นเร็วกว่าคาด ไล่เลี่ยกับที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องปรับทิศนโยบายการเงินในอีกไม่นานนี้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท