posttoday
ปัญหาการจดสิทธิบัตร

ปัญหาการจดสิทธิบัตร

20 พฤศจิกายน 2560

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ ไม่ว่าจะกี่ปีๆ ยังได้ยินเสียงบ่นเรื่องการจดสิทธิบัตรล่าช้า ตั้งแต่ผู้เขียนมาเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจนเกษียณอายุมาหลายปีแล้ว งานค้างก็ยังนับได้เป็นหมื่นคำขอ สาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้งานล่าช้าคือ กำลังคน ไม่ใช่จะแก้ตัวให้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่สมัยที่ผู้เขียนพยายามจะแก้ปัญหาความล่าช้าในการจดสิทธิบัตรจึงได้พบความจริงว่างานจดทะเบียนสิทธิบัตรนี้ เรียกได้ว่าเป็นงาน Skill Labour คือต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ขึ้นกับวิจารณญาณของคน ซึ่งคือผู้ตรวจสอบสาระสำคัญของการประดิษฐ์ (Substantial Examiner)ซึ่งแน่นอนว่าความเชี่ยวชาญนั้นต้องมาจากความรู้และประสบการณ์ของผู้ตรวจสอบ

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ไม่ว่าจะกี่ปีๆ ยังได้ยินเสียงบ่นเรื่องการจดสิทธิบัตรล่าช้า ตั้งแต่ผู้เขียนมาเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจนเกษียณอายุมาหลายปีแล้ว งานค้างก็ยังนับได้เป็นหมื่นคำขอ สาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้งานล่าช้าคือ กำลังคน ไม่ใช่จะแก้ตัวให้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่สมัยที่ผู้เขียนพยายามจะแก้ปัญหาความล่าช้าในการจดสิทธิบัตรจึงได้พบความจริงว่างานจดทะเบียนสิทธิบัตรนี้ เรียกได้ว่าเป็นงาน Skill Labour คือต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ขึ้นกับวิจารณญาณของคน ซึ่งคือผู้ตรวจสอบสาระสำคัญของการประดิษฐ์ (Substantial Examiner)ซึ่งแน่นอนว่าความเชี่ยวชาญนั้นต้องมาจากความรู้และประสบการณ์ของผู้ตรวจสอบ

ในต่างประเทศนั้นเขามีผู้ตรวจสอบสาระสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น สหรัฐมี 4,500 คน จีนเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีผู้ตวรจสาระสำคัญไม่มาก เขาสั่งเพิ่มปีละ 800 คน ประเทศไทยมี 23 คน ต่ำกว่าประเทศอาเซียนที่สำคัญๆ ทั้งหมด เช่น มาเลเซียมี 30 กว่าคน ฟิลิปปินส์มี 50 กว่าคน สิงคโปร์ไม่มี ผู้ตรวจสอบสาระสำคัญเนื่องจากใช้ Outsource แต่มีปัญหามาก ปัจจุบันกลับมาใช้ผู้ตรวจสอบแล้ว สมัยผู้เขียนจึงขอเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการจากหน่วยงานที่กำกับดูแลอัตรากำลังข้าราชการได้มา 7 อัตรา เนื่องจากขาดความเข้าใจในสภาพและความเร่งด่วนของการแก้ปัญหา ทำให้ผู้เขียนเห็นว่ามีทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องตั้งโดยพระราชบัญญัติพิเศษให้สามารถกำหนดอัตราเงินเดือนและตำแหน่งของผู้ตรวจสอบเองได้ ซึ่งเขาเรียกว่า Autonomous และหลายๆ ประเทศเป็น ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของหน่วยงานไทยโดยเฉพาะที่ดูและอัตรากำลังข้าราชการ ที่ยังคงหวงอำนาจ แม้ในรัฐบาลนี้จึงยังคงยืนยันด้วยสารพัดข้ออ้างให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นราชการต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ที่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของไทยมักจะถูกขัดขวางด้วยคนไทย หรือหน่วยงานของไทยกันเอง ที่มองแคบและนึกถึงแต่อาณาจักรของตัวเอง

สาเหตุสำคัญอันดับสอง คือ ความรู้ความสามารถของคน เมื่อปัญหากำลังคนได้รับการแก้ไขไปแล้วบางส่วน เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารระดับบน ให้อัตรากำลังมา 78 อัตรา ใน 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2559-2560 ซึ่งขณะนี้ทราบว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับข้าราชการใหม่เข้ามาบรรจุแล้ว 51 คน มีตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก แต่คนเหล่านี้ไม่ใช่ทำงานได้เลย จะต้องผ่านการอบรมก่อน เนื่องจากการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นปัจจุบันจึงมีคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์แต่ขาดความรู้ ถามว่า มีกี่คนที่จะตรวจสอบคำขอจดสิทธิบัตรด้าน Biotechnology ได้ หรือ Precision Medicine หรือ AI ได้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังต้องรับการฝึกอบรมอีกระยะหนึ่ง

ยังไม่นับว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่นี้มีความรู้ความสามารถระดับใด เพราะเงินเดือนข้าราชการนั้นไม่ใช่แรงจูงใจที่จะได้กลุ่มหรือปริมาณคนเก่งมากพอที่จะเข้ามาทำงานตรวจสอบสิทธิบัตรได้ และหากคนกลุ่มใหม่นี้ได้รับการอบรมแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าจะยังคงอยู่ในภาคราชการหรือจะถูกดึงตัวไปทำงานหน่วยงานนอกราชการ เนื่องจากมีแรงจูงใจเรื่องเงินเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว

สาเหตุอันดับสาม คือ เรื่อง Outsource ที่มีหลายเสียงและบ่อยครั้งมากเสนอให้มีการ Outsource บางรายถึงกับยกตัวอย่างกระทรวง การต่างประเทศที่ Outsource การทำพาสปอร์ตไปแล้วเกิดความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งน่าจะเป็นข้อเสนอของผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องสิทธิบัตรดี เนื่องจากการจะจดสิทธิบัตรได้จะต้องมีความใหม่ มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (คนที่อยู่ในอาชีพนั้นๆ เท่านั้นจึงจะทราบได้) ใช้ในอุตสาหกรรมได้ ผู้ที่จะตรวจสอบสาระสำคัญ หรือคำขอได้จึงไม่ใช่บริษัทอะไรก็ได้ เหมือนการทำพาสปอร์ต ส่วนใหญ่ที่จะ Outsource ไปได้คืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งต้องรักษาคำขอเหล่านั้นไว้เป็นความลับ เพราะมหาวิทยาลัยนั้นเป็นแหล่งทำวิจัย การที่คนในอาชีพเดียวกันเห็นและเข้าใจได้ก็สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ อย่างไรก็ตาม กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ใช้วิธี Outsource บางส่วนมานานแล้ว แต่ทำได้จำกัด เพราะเวลาของอาจารย์มีจำกัด

การ Outsource ไปต่างประเทศนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้แต่งตั้ง (Designate) หลายประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ เมื่อประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก PCT (Patent Cooperation Treaty) ให้เป็นประเทศที่ตรวจสอบคำขอ ซึ่งผู้ที่จะจดสิทธิบัตรผ่าน PCT สามารถเลือกประเทศที่จะให้ตรวจสอบได้ แต่ประเด็นคือ มีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบ และคนไทยชอบของฟรี แม้แต่นักวิจัยในมหาวิทยาลัยที่จะ จดสิทธิบัตรผ่าน PCT ยังมีคำถามว่าใครจะออกค่าใช้จ่าย มหาวิทยาลัย รัฐบาล หรือผู้วิจัยออกเอง หรือผู้ให้ทุนวิจัย ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ ใครจะเป็นเจ้าของสิทธิบัตร กฎหมายปลดล็อกความเป็นเจ้าของสิทธิบัตรร่างกันตั้งแต่ ผู้เขียนเกษียณอายุมาใหม่ๆ จนปัจจุบันยังวนไปวนมา ไม่ได้มีโอกาสเสนอแม้แต่คณะรัฐมนตรี

ปัญหาที่สำคัญอีกประการ ซึ่ง ไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่อันดับหนึ่งไหม ผู้เขียนเลยไม่ได้ใส่อันดับไว้ คือความเข้าใจของผู้เกี่ยวข้อง นอกจากจะไม่เข้าใจแล้วยังไม่ยอมอ่านทำความเข้าใจเนื่องจากเป็นเรื่องยากและอาจจะไม่มีเวลาพอ ทำให้การพิจารณาให้ความเห็นไม่ตรงกับปัญหา

ที่จริงยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมาก แต่ต้องขอจบเพียงแค่นี้ก่อนเพราะพื้นที่มีจำกัด n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท