
รัฐปรับนโยบาย รับเศรษฐกิจปีหน้า
ชลลดา อิงศรีสว่างภาวะเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะขยายตัวติดกันหลายไตรมาส ล่าสุดในไตรมาส 3 ของปี 2560 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส หรือ 4 ปีกว่า นับจากปี 2556 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยใน 9 เดือนที่ผ่านมา ขยายตัว 3.8% ทำให้ในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นเป็น 3.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.7%
ชลลดา อิงศรีสว่าง
ภาวะเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะขยายตัวติดกันหลายไตรมาส ล่าสุดในไตรมาส 3 ของปี 2560 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส หรือ 4 ปีกว่า นับจากปี 2556 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยใน 9 เดือนที่ผ่านมา ขยายตัว 3.8% ทำให้ในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นเป็น 3.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.7%
สำหรับแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตคือ การส่งออกที่ขยายตัว 7.4% สูงสุดในรอบ 19 ไตรมาส ภาคอุตสาหกรรมที่ 4.3% นั้น เป็นการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส ขณะที่แรงขับเคลื่อนอื่นๆทุกตัวทั้ง การบริโภคเอกชน การลงทุนเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐก็มีการขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในไตรมาสนี้การลงทุนภาครัฐยังลดลง 2.6% เทียบกับที่ลดลง 7% ในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากการลงทุนหลายโครงการยังไม่เป็นไป ตามเป้าหมาย
ความต่อเนื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจยังจะต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดย สศช.มองว่าเศรษฐกิจในปี 2561 ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.6-4.6%
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาดี ทำให้บรรยากาศการค้าการลงทุนในประเทศดีขึ้นมาก แต่ก็ยังเกิดปัญหาในระบบเศรษฐกิจที่การเติบโตยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกและกลุ่มซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ การเติบโตของเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวลงมาสู่กลุ่มฐานราก ทำให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางต่อไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลในด้านคะแนนนิยม
นอกจากนี้ ในปีหน้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมองตรงกันว่า การส่งออกจะไม่เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันเศรษฐกิจอีกต่อไป การส่งออกจะไม่ขยายตัวเกินคาดเหมือนในปีนี้ ได้อีก เพราะค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มทรงตัวจากที่แข็งค่าขึ้นมากว่า 7% ในปีนี้ และเศรษฐกิจการค้าโลกยังมีความผันผวนสูง
ดังนั้น สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เตรียมการปรับนโยบายการบริหารเศรษฐกิจรับไว้ก่อนนั่นคือ ความพยายามที่จะใช้นโยบายการเงินและการคลังผลักดันให้เงินกระจายลง สู่ท้องถิ่นและภูมิภาคมากยิ่งขึ้น เพื่อ ให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างกระจายตัว ให้กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น
ขั้นแรกของการปรับทัพรับนโยบายใหม่คือ การปรับคณะรัฐมนตรี ที่แม้จะยังคงมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ก็จะมีการเขย่าไส้ในให้สามารถทำนโยบาย ที่คิดไว้ให้เป็นรูปธรรมได้มากขึ้น ทั้งในส่วนของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ให้เกิดขึ้นในปี 2561 ให้ได้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและราคาสินค้าเกษตร ถึงรายชื่อของคณะรัฐมนตรีชุดประยุทธ์ 5 ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอจะเดาทาง ได้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนและเสริมทัพ เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ในเรื่องของการกำหนดทิศทางนโยบาย รัฐบาลจะต้องหันไปดูแลราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่มีปัญหาในหลายชนิด เช่น ยางพารา พืชผัก และผลไม้ ฯลฯ อันเป็นตัวการที่ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ครัวเรือนตกต่ำให้ได้
นอกจากนั้น รัฐบาลยังพยายามฉีดเงินในกลุ่มฐานราก ฉีดเงินให้ออกไปในท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น ซึ่ง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ยอมรับว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น ไม่ได้ลง ไปถึงคนข้างล่าง ทำให้ต้องมีมาตรการออกมาช่วยผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้การที่เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพจะทำให้ภาคเศรษฐกิจที่อ่อนแอแข็งแรงฟื้นตัวตาม เหมือนเวลาน้ำขึ้น เต็มที่ก็จะพยุงสิ่งที่อยู่ข้างล่างให้ลอยขึ้นมาได้
ดังนั้น นโยบายที่กระทรวงการคลังจะดำเนินการจากนี้ไปคือ การกระตุ้นการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค โดยจะให้ประชาชนนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ 1.5 หมื่นบาท ในปีภาษี 2561 ซึ่งจะมีเงื่อนไขว่าต้องไปเที่ยวในท้องถิ่น สามารถนำค่าที่พักและอาหารมาหักภาษีได้ ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนลงไปทั่วถึงในกลุ่มฐานรากมากขึ้น
"ความยากก็คือท้องถิ่นไม่ได้จดแจ้งการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การไปเที่ยวโดยตรงอาจจะไม่มีใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ ดังนั้นอาจจะต้องใช้วิธีการ ซื้อทัวร์และเก็บภาษีจากบริษัททัวร์ ให้มากขึ้น ซึ่งจะโดนนำไปตีความ อีกว่าเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ซึ่ง ไม่ใช่เราต้องการให้เงินไปถึงผู้ผลิตสินค้าโอท็อป โฮมสเตย์เล็กๆ ในท้องถิ่น" รมว.คลัง กล่าว
ทั้งนี้ มาตรการนี้อาจจะเปิดกว้างให้ท่องเที่ยวได้ทั้งปี ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังหารือรายละเอียดเพิ่มกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากมาตรการของรัฐ แทนที่จะเป็นรายใหญ่เหมือนที่เคยทำมา คาดว่าจะสามารถนำเสนอสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ในเดือน ธ.ค.นี้
นอกจากนั้น ยังตามมาด้วยมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อยรอบ 2 ที่เน้นการสร้างงานให้กับคนจน เพื่อให้ มีรายได้ใช้จ่าย หายจน และไม่ต้อง รอรับเงินช่วยเหลือเพื่อยังชีพจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งเตรียม จะให้มีการฝึกหัดฝีมือแรงงานและการจ้างงานแบบเจาะจง เพื่อให้คนเหล่านี้ มีรายได้มากขึ้น
เมื่อฝึกฝีมือแรงงานให้ผู้มีรายได้น้อย ขั้นตอนต่อมาก็จะให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้เพื่อไปประกอบอาชีพ ซึ่งทั้งธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์รับมอบนโยบายจากกระทรวงการคลังไปเรียบร้อยแล้ว
นั่นเป็นนโยบายที่รัฐบาลกำลัง จะดำเนินการในปีหน้า เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคและท้องถิ่นมีเม็ดเงินกระจายออกไปมากขึ้น ทำให้การบริโภคของครัวเรือนฟื้นตัว
สำหรับนโยบายใหญ่ในการบริหารเศรษฐกิจนั้น ชัดเจนว่ากระทรวงการคลังยังคงจะกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไปในด้านการดำเนินนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะทำทุกรูปแบบไม่ให้มีการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวเปราะบาง ผ่านการจัดทำกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
ซึ่ง ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและอัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่กรณีไทยเองคงต้องตามดูสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายการเงินต้องดูแลทั้งศักยภาพและเสถียรภาพเศรษฐกิจ ปีหน้าแม้จะมองว่าเศรษฐกิจยังเติบโตแต่ทั้งนโยบายการเงิน การคลังต้องติดตามเพื่อให้แน่ใจ ดูความพร้อมของเศรษฐกิจ ทั้งการ จ้างงาน เงินเฟ้อให้กลับไปสู่กรอบ เป้าหมายไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
และเรื่องที่สำคัญที่สุดในการบริหารเศรษฐกิจในปีหน้า นั่นคือการเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่จะเป็นการฉีดเงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจได้ดีที่สุด หากในปีหน้าการลงทุนไม่เกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยคง ไม่วิ่งฉิวอย่างที่คาด n







