
ประชาธิปไตยกับนิวเคลียร์
อนิก อัมระนันท์เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีพลังเศรษฐกิจโดดเด่น จีดีพีเป็นอันดับ 11ของโลก พลังงานที่ขับเคลื่อนประเทศนี้เป็นนิวเคลียร์ถึง 30% ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ตั้งแต่ 40 ปีก่อน รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งเสริมนิวเคลียร์เพราะเป็นพลังงานราคาถูกที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมส่งออกซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศ ทั้งช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าที่ราคาถูกลงด้วย
อนิก อัมระนันท์
เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีพลังเศรษฐกิจโดดเด่น จีดีพีเป็นอันดับ 11ของโลก พลังงานที่ขับเคลื่อนประเทศนี้เป็นนิวเคลียร์ถึง 30% ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ตั้งแต่ 40 ปีก่อน รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งเสริมนิวเคลียร์เพราะเป็นพลังงานราคาถูกที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมส่งออกซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศ ทั้งช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าที่ราคาถูกลงด้วย
นอกจากนี้ กิจการไฟฟ้านิวเคลียร์ยังได้พัฒนาจนเป็นธุรกิจส่งออก ล่าสุด KEPCO บริษัทมหาชนที่รัฐกระจายหุ้นเหลือ 51% ได้ทำสัญญาสร้างเครื่องปฏิกรณ์ให้กับสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4 เครื่อง รวมมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบันสถานะของนิวเคลียร์ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจุดเปลี่ยนคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ครั้งล่าสุด เมื่อประธานาธิบดีคนเก่า ปาร์กกึนเฮ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกได้ถูกถอดถอนกรณีคอร์รัปชั่น ร้ายแรงตามมติเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่
ผู้ชนะคือ มุนแจอิน การลดและเลิกพลังงานนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในนโยบายที่เขาใช้หาเสียงคือ จะไม่ให้สร้างใหม่และไม่ต่อใบอนุญาตของเก่าที่จะหมดอายุในอนาคต
เกาหลีใต้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 24 โรงที่ใช้งานอยู่ แม้ไม่เคยมีอุบัติเหตุใหญ่ให้เป็นข่าวสยอง แต่อุบัติเหตุเพื่อนบ้านที่ฟูกุชิมาในประเทศญี่ปุ่น ปี 2011 ทำให้ชาวเกาหลีใต้กังวลมาก หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ก็มีข่าวการปลอมแปลงเอกสารรับรองความปลอดภัยของอุปกรณ์นิวเคลียร์บางตัว ฝ่ายต่อต้านนิวเคลียร์จึงมีเสียงดังขึ้น และปีที่แล้วเมื่อเกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.8 ริกเตอร์ในบริเวณใกล้ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนหนึ่ง ทั้งเริ่มมีความกังวลว่าวิธีเก็บเชื้อเพลิงกัมมันตรังสีที่ใช้แล้วไม่ปลอดภัยและไม่มีที่เพียงพอสำหรับอนาคต ประชาชนก็หวาดวิตกยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อประธานาธิบดีมุนแจอินชนะเลือกตั้งแล้ว ได้เกิดการถกเถียงเรื่องนโยบายนิวเคลียร์กันอย่างเผ็ดร้อนกว้างขวาง เขาได้ยกเลิก 6 โครงการใหม่ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ ในอีก 5 โครงการใหม่ที่เริ่มก่อสร้างไปแล้ว แม้ไม่แตะต้อง 3 โครงการที่ใกล้จะเสร็จสิ้น แต่เขาจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ 2 โครงการที่เริ่มดำเนินการไป 30% และใช้เงินไปแล้ว 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความจริงตอนหาเสียงเขาประกาศว่า จะเลิกทั้งสองโครงการนี้ แต่พบว่ามีการโต้แย้งมากมาย แม้ผู้สนับสนุนนโยบายไม่คาดว่าจะมี ผลกระทบต่อพลังเศรษฐกิจในอนาคต แต่ฝ่ายสนับสนุนนิวเคลียร์เตือนว่า จะเสียความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันจะถูก ลดทอน และค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นสำหรับประชาชน
ในเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งนิวเคลียร์ถือเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประธานาธิบดีมุนแจอินจะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและจะไม่อนุญาตให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม ทั้งอาจจะลดภาษีนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีด้วย
ในด้านกฎหมายอาจมีการฟ้องร้องที่ทำให้รัฐโดน "ค่าโง่" มหาศาล จากการยกเลิกโครงการได้ เขาจึงหาทางออกโดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ผู้สนับสนุนของเขาที่ต่อต้านนิวเคลียร์ไม่พอใจมาก
ประธานาธิบดีมุนแจอิน จัดให้มี "ลูกขุนประชาชน" (Citizens' Jury) 500 คน เพื่อตัดสินใจเรื่องนี้ โดยบอกตั้งแต่ต้นว่าจะทำตามมติของคณะกรรมการนี้ ในทางปฏิบัติคณะลูกขุนมีจำนวน 471 คน มาจากประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศ โดยบริษัทสำรวจความคิดเห็นได้ดำเนินการ "สุ่มเลือก" (Random Selection) มาจาก 5,981 คน ที่แสดงความสนใจจากประชาชน 2 หมื่นคนที่เข้าร่วมในการสำรวจความคิดเห็นเพื่อการเสาะหาลูกขุนในขั้นแรก
ในกระบวนการ "เข้าค่าย" ประมาณ 1 เดือน ลูกขุนทุกคนจะได้รับรู้และได้ศึกษาข้อดี-ข้อเสียของโครงการ แล้วจึงมีการอภิปรายร่วมกันเป็นเวลา 3 วันก่อนลงมติ มีการสำรวจความคิดเห็นอย่างน้อย 3 ครั้ง ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ระหว่าง และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ (ข้อมูล koreanherald.com)
ผลสรุปคือ 60% ของลูกขุนเห็นว่าควรให้ดำเนินโครงการทั้งสองต่อไป อย่างไรก็ตาม 53% เห็นว่าควรลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ตามนโยบายของประธานาธิบดีมุนแจอิน แต่ 35.5% เห็นว่าควรพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และ 10% เห็นว่า ควรเพิ่มการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีมุนแจอินได้ประกาศยืนยันจะทำตามข้อสรุปที่เกิดขึ้น และร้องขอให้ผู้สนับสนุนของเขาเคารพในการตัดสินใจของคณะลูกขุน
ทั้งนี้ พบว่าคะแนนสนับสนุนให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองดำเนินการต่อนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นในการสำรวจความคิดเห็นลูกขุนแต่ละครั้ง การ "เปลี่ยนใจ" เกิดขึ้นในทุกกลุ่มอายุ แต่จะมีมากในกลุ่มอายุน้อย ได้แก่ 20 กว่าและ 30 กว่าปี การใช้ "ลูกขุนประชาชน" เคยมีมาก่อนในเกาหลีใต้ ซึ่งก็มีปรากฏการณ์ "เปลี่ยนใจ" เกิดขึ้นหลังจากคนได้รับข้อมูลและขบคิดมากขึ้น
ถือเป็น "ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ" (Deliberative Democracy) โดยกระบวนการครั้งนี้ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น อาทิ จำนวนลูกขุนมากขึ้น (ครั้งแรก 14 คน กรณีระบบจัดการกับไข้หวัดนกปี 2551) เพื่อเพิ่มความเป็นตัวแทนโดยไม่ให้เสียความลึกซึ้งของการปรึกษาหารือ
แม้เรื่องนี้เป็นความแยบยลของประธานาธิบดีมุนแจอิน ที่จะหาเกราะป้องกันตัวจากผลเสียของการยกเลิกโครงการและการไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผู้สนับสนุนของตน แต่ก็เป็นตัวอย่างของกลไกประชาธิปไตยที่ประเทศไทยควรรับมาปรับใช้อย่างยิ่ง น่าจะช่วยแก้ความขัดแย้งเชิงนโยบายต่างๆ ที่มีความซับซ้อนหรือผลกระทบมาก ตั้งแต่เรื่องพลังงานจนถึงนโยบายข้าว
นอกจากจะช่วยสร้างฉันทามติแล้ว ยังยกระดับสังคมให้ตัดสินใจโดยใช้ปัญญามากกว่าอุดมการณ์อีกด้วย n







