posttoday
ของฝากจากมุมไบ (11)

ของฝากจากมุมไบ (11)

19 พฤศจิกายน 2560

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ที่มุมไบมีพิพิธภัณฑสถานคานธี ซึ่งเดิมเป็นบ้านไม้สามชั้น ที่คานธีใช้เป็นที่พำนักและศูนย์บัญชาการต่อสู้กับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อเอกราชของอินเดีย เป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460-2477 ก่อนจะตระเวนออกไปพำนัก ณ ที่แห่งอื่นจนได้เอกราชเมื่อ พ.ศ. 2490 บ้านหลังนี้ชื่อมณีภวัน

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

ที่มุมไบมีพิพิธภัณฑสถานคานธี ซึ่งเดิมเป็นบ้านไม้สามชั้น ที่คานธีใช้เป็นที่พำนักและศูนย์บัญชาการต่อสู้กับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อเอกราชของอินเดีย เป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460-2477 ก่อนจะตระเวนออกไปพำนัก ณ ที่แห่งอื่นจนได้เอกราชเมื่อ พ.ศ. 2490 บ้านหลังนี้ชื่อมณีภวัน

คานธีเริ่มชีวิตการต่อสู้ที่แอฟริกาใต้ โดยเดินทางไปประกอบอาชีพทนายความ เมื่ออายุได้ 24 ปี ทำงานอยู่ไม่นานก็ถูก "บีบคั้น" ให้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากนโยบายการเหยียดผิวของรัฐบาลอังกฤษเจ้าอาณานิคม คานธีในฐานะของทนายความตีตั๋วรถไฟนั่งไปในชั้นหนึ่ง แต่ถูกบังคับให้ไปนั่งในชั้นของคนผิวสี เมื่อคานธีไม่ยินยอม ก็ถูกบังคับให้ลงจากรถไฟที่สถานีเล็กๆ แห่งหนึ่ง ส่วนกระเป๋าเดินทางถูกโยนลงมา คานธีเดินทางต่อโดยรถโดยสารที่ใช้ม้าลาก และถูกบังคับให้สละที่นั่งให้คนผิวขาวที่จะสูบบุหรี่ เมื่อเขาไม่ยอมก็ถูกคนขับรถม้าชกต่อยเอาอีก และที่ศาลแขวงเดอร์บันคานธีก็ถูกบังคับให้ถอดผ้าโพกศีรษะออก ซึ่งเขาขัดขืน

คานธีไม่เคยยอมแพ้ เขาต่อสู้ที่แอฟริกาใต้ยาวนานถึง 21 ปี ได้หล่อหลอมความคิด ปรัชญา อุดมคติทางการเมือง และประสบการณ์การต่อสู้อันแหลมคมจนมีชื่อเสียง และในที่สุดท่านโคปาลกฤษณะ โคขเล ผู้นำพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย ก็เชิญชวนให้คานธีกลับไปต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2458 คานธีในวัย 46 ปี กลับไปอินเดียพร้อมประสบการณ์อันเยี่ยมยอดทั้งในด้านการปราศรัยต่อสาธารณะ การระดมหาทุน การเจรจาต่อรอง การทำงานกับสื่อมวลชน และการประชาสัมพันธ์

คานธีได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้รับการยอมรับในภาวะผู้นำในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อผู้นำขบวนการคือโลกมัณยดิลกถึงแก่มรณกรรม เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2463 หน้าที่ผู้นำก็ตกลงบนบ่าของคานธี

บ้านมณีภวันเป็นของคหบดีใน มุมไบที่มอบให้คานธีใช้พำนักและเป็นศูนย์ปฏิบัติการตั้งแต่สองปีหลังคานธีกลับสู่อินเดีย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียมากมายอุบัติขึ้น ณ บ้านหลังนี้

คานธีมีความคิดเรื่องการสร้างชาติอินเดียด้วยกงล้อปั่นด้ายและหูกทอผ้ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2451 แต่ได้เริ่มลงมือเรียนรู้เรื่องการปั่นด้ายที่บ้านมณีภวันตั้งแต่ปีแรกที่เข้าไปพำนัก มีการหาครูมาจัดการฝึกอบรมการปั่นด้ายและทอผ้ากันที่นั่น โดยคานธีเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียนมากคนหนึ่ง ปัจจุบันในบ้าน มณีภวันชั้นสามซึ่งเคยเป็นห้องนอนของคานธี มีที่นอนบางๆ ปูกับพื้น มีหมอน รองเท้าแตะ ก้านข่อยสำหรับแปรงฟัน และกงล้อปั่นด้าย มีหนังสือสามเล่มที่คานธีอ่านประจำคือ คัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์อัลกุรอาน และคัมภีร์ภควัตคีตา

กิจกรรมต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2462 เมื่อรัฐบาลอาณานิคมผ่านกฎหมายฉบับหนึ่ง ชื่อพระราชบัญญัติเราแลตต์ (Rowlatt Act) ซึ่งเรียกกันอย่างกว้างขวางในอินเดียว่า "กฎหมายโบดำ" (Black Act) กฎหมายฉบับนี้ออกตามรายงานของเซอร์ซิดนีย์ เราแลตต์ ผู้พิพากษาชาวอังกฤษ ให้อำนาจตำรวจจับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัยว่าต่อต้านรัฐบาลโดย ไม่ต้องมีการฟ้องศาลได้นานถึง 2 ปี คานธีส่งโทรเลข เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2462 เชิญชวนเพื่อนร่วมขบวนการ มาประชุมกันที่มุมไบ คานธีร่างแถลงการณ์ประณามกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นกฎหมายที่ไร้ความยุติธรรม ทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทำลายความสงบสุขของชุมชน เมื่อใดที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะไม่ยอมปฏิบัติตาม และจะต่อสู้อย่างสันติจนกว่ากฎหมายจะถูกยกเลิก จะต่อสู้โดยยึดถือสัจจะ และเว้นจากความรุนแรงทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินใดๆ

ที่ประชุมที่มุมไบมีมติก่อตั้ง "สภาสัตยาเคราะห์" มีคานธีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2462 คานธีเขียนสุนทรพจน์เป็นภาษาคุชราต ประกาศว่า "สัตยาเคราะห์มิใช่การคุกคาม แต่คือสัจจะ ที่แม้แต่รัฐบาลที่ทรงอำนาจเหนืออินเดียก็ต้องสยบยอม ถ้าพวกเราจริงใจต่อคำปฏิญาณของเรา เราจะต้องไม่ตอบโต้ความเกลียดชังด้วยความเกลียดชัง ความรุนแรงด้วยความรุนแรง หรือความชั่วร้ายด้วยความชั่วร้าย แต่เราจะต้องมั่นคงแน่วแน่อย่างไม่คลอนแคลน ที่จะต้องตอบแทนความชั่วร้ายด้วยความดี"

คานธีเรียกร้องให้ทั่วประเทศประท้วงด้วยสัตยาเคราะห์ในวันที่ 6 เม.ย. ชาวอินเดียทั่วประเทศพากันขานรับ คานธีประกาศว่า "ไม่มีประเทศใดถือกำเนิดขึ้น ไม่มีชาติใดสร้างขึ้นได้โดยปราศจากการเสียสละ" และเพื่อแสดงสัญลักษณ์ของการต่อต้านกฎหมายการพิมพ์ คานธีออกหนังสือพิมพ์ชื่อ "สัตยาเคราะห์" รายสัปดาห์ ในวันรุ่งขึ้นจากบ้านมณีภวันโดยพร้อมให้ตำรวจจับ เพราะเป็นการออกโดยไม่ขออนุญาต และประกาศว่าจะออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยกเลิกกฎหมายเราแลตต์ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นมีเพียงแผ่นเดียว ขายในราคา 1 ไปซ่า เขาส่งไปให้ผู้บังคับการตำรวจ มุมไบ 1 ฉบับพร้อมจดหมายนำส่งด้วย

สัตยาเคราะห์ครั้งนั้น ยุติลงเมื่อวันที่ 18 เม.ย. เพราะเป็นการดำเนินการทั่วประเทศครั้งแรก ประชาชนยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของหลักการการต่อสู้อย่างสันติอันแท้จริง ทำให้มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงและคานธีเกรงว่า จะสร้างความบาดหมางระหว่าง ชาวอังกฤษกับชาวอินเดีย คานธีจึง ขอให้ยุติ และได้แจ้งกับรัฐบาลว่า เมื่อใดก็ตามที่จะเริ่มสัตยาเคราะห์อีก จะไม่มีการแจ้งให้รัฐบาลทราบ

ในปี 2462 นั้นเอง คานธีรับเป็นบรรณาธิการนิตยสารรายสัปดาห์อีก 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษชื่อ "อินเดียหนุ่มสาว" (Young India) อีกฉบับเป็นภาษาคุชราต ชื่อ "นวชีวัน" คานธีใช้นิตยสารทั้งสองฉบับอธิบายเรื่องสัจจะ อหิงสา เอกราช (สวราช) และสวเทศี ปลุกสำนึกการพึ่งตนเอง เพื่อเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของสัตยาเคราะห์ หลังคานธีเข้าไปเป็นบรรณาธิการ นิตยสารทั้งสองฉบับขายดี Young India ขายได้สัปดาห์ละ 8,000 ฉบับ นวชีวัน 4 หมื่นฉบับ

แนวคิดสวเทศีซึ่งปลุกสำนึกการพึ่งตนเอง นำไปสู่การต่อต้านสินค้า ต่างชาติ คานธีเชิญชวนให้สุภาพสตรีอินเดียซึ่งมีเสื้อผ้าราคาแพงจากต่างประเทศ สละเสื้อผ้าเหล่านั้น และทำพิธีเผาที่มุมไบ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2464 ซึ่งนับเป็นจุดหักเหสำคัญของสตรีอินเดียให้หันมาสนใจปัญหาของบ้านเมือง และเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมือง รุ่งขึ้น คานธี ประกาศต่อผู้คนว่า "แสงเพลิงอันงดงามที่จุดขึ้นที่มุมไบเมื่อวานนี้ จะลุกโพลงไม่มีดับ..." จาก มุมไบ การจุดไฟเผาเสื้อผ้าราคาแพงจากต่างประเทศกระจายไปทั่วอินเดีย

ปลายปีนั้น ปรินซ์ออฟเวลส์มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษเสด็จอินเดีย โดยขึ้นที่ฝั่งมุมไบเมื่อวันที่ 17 พ.ย. มีการประท้วงทั่วอินเดีย และลุกลามเป็นจลาจล จนคานธีต้องประกาศอดอาหารจนตาย ฝูงชนเชื่อฟัง เหตุการณ์กลับสู่ความสงบ คานธียุติการอดอาหาร

วันที่ 10 มี.ค.ปีต่อมา คานธีถูกจับที่อาห์เมดาบัด และถูกตัดสินจำคุก 6 ปี ฐานปลุกปั่นยุยง n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ