
มุมร้านค้า
จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected] & &กำไรปกติในไตรมาส 3 ปี 2560 ถือว่าดีทั้งที่ไม่ใช่ฤดูกาลของหลายกิจการในประเทศ แต่กำไรปกติ (เฉพาะใน FSS coverage) ยังเติบโตได้ +19% จากไตรมาส 2, +20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 194,386 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคารที่กำไรปกติเติบโตได้ดีมาก +25% จากไตรมาส 2 +33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนดีกว่าที่คาด 5% (แม้ไม่รวมกลุ่มโรงกลั่น กำไรของกลุ่มอื่นก็ยังเติบโตกว่า 10% ทั้งจากไตรมาส 2 และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน) กลุ่มที่กำไรดีกว่าคาดและน่าประทับใจ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและโรงแรม ส่วนกลุ่มกำไรออกมาแย่กว่าคาด ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง
จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ & ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ & บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected] & &
กำไรปกติในไตรมาส 3 ปี 2560 ถือว่าดีทั้งที่ไม่ใช่ฤดูกาลของหลายกิจการในประเทศ แต่กำไรปกติ (เฉพาะใน FSS coverage) ยังเติบโตได้ +19% จากไตรมาส 2, +20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 194,386 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคารที่กำไรปกติเติบโตได้ดีมาก +25% จากไตรมาส 2 +33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนดีกว่าที่คาด 5% (แม้ไม่รวมกลุ่มโรงกลั่น กำไรของกลุ่มอื่นก็ยังเติบโตกว่า 10% ทั้งจากไตรมาส 2 และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน) กลุ่มที่กำไรดีกว่าคาดและน่าประทับใจ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและโรงแรม ส่วนกลุ่มกำไรออกมาแย่กว่าคาด ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง
กำลังซื้อในต่างจังหวัดและกลุ่มลูกค้าระดับกลางล่างยังฟื้นตัวช้า เห็นได้จากหุ้นในกลุ่มค้าปลีกที่มีฐานลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว เช่น บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) และบริษัท โรบินสัน (ROBINS) ยังมียอดขายต่อสาขาเดิมติดลบ แต่ก็ติดลบน้อยลงจากไตรมาส 2 โดยเฉพาะ ROBINS ที่ยอดขายต่อสาขาเดิม -0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยอดขายต่อสาขาเดิมของ GLOBAL มี -5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (เทียบไตรมาส 2 ที่ -9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีฐานลูกค้าในต่างจังหวัด เช่น บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) กำไรยังฟื้นตัวไม่ดีนัก ตรงข้ามกับกลุ่มค้าปลีกที่มีฐานลูกค้าระดับกลางบนซึ่งมีกำลังซื้อดีกว่า ฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยยอดขายต่อสาขาเดิมพลิกมาเป็นบวกทุกราย รวมถึงผู้ผลิตสินค้าไอทีที่กำไรยิ่งโตดี +9% จากไตรมาส 2+52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะมีสินค้ารุ่นใหม่ๆ จากผู้ผลิตออกมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าพอดี และกลุ่มอาหารที่มีฐานลูกค้าระดับกลางบนก็ฟื้นได้ดีเช่นกัน เช่น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ (M) บริษัท อาฟเตอร์ ยู (AU) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และธุรกิจอาหารที่อยู่ในโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เป็นต้น
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน มีผลประกอบการที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงแรมที่กำไรปกติโตถึง 33% จากไตรมาส 2 และ 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ที่มีตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ กำไรปกติฟื้นถึง 34% จากไตรมาส 2 ชดเชยราคาค่าตั๋วที่ลดลงได้ แต่ที่ยัง -47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งจะค่อยๆ มีผลกระทบน้อยลงเมื่อผลักภาระไปในราคาตั๋วได้
นอกจากนี้ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ซึ่งพึ่งพาตลาดจีนก็มีกำไรที่ดีกว่าคาดมาก +28% จากไตรมาส 2 และ +66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กลุ่มเครื่องดื่มมีกำไรปกติ -19% จากไตรมาส 2 และ -8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้ส่งออกจะขยายตัวดีแต่ไม่สามารถชดเชยการขายในประเทศที่อ่อนแอได้ และการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายกลับทำให้อัตรากำไรขั้นต้นยิ่งลดลง แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 ของกลุ่มเครื่องดื่มยังไม่น่าจะดีนัก เพราะไม่ใช่ฤดูกาลของการส่งออก และยังถูกกระทบจากภาษีเครื่องดื่มฉบับใหม่
กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างถูกกระทบจากหน้าฝนทำให้กำไรปกติ -12% จากไตรมาส 2 แต่ที่ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะถูกกระทบจากต้นทุนเหล็กและปูนซีเมนต์ที่ปรับขึ้น ในขณะที่การแข่งขันประมูลงานที่รุนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ได้กระทบอัตรากำไรขั้นต้นของหลายบริษัท
กลุ่มโรงกลั่นเป็นกลุ่มที่กำไรดีมาก แต่ราคาหุ้นก็แพงเช่นกัน โดยมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2561 ที่ 11 เท่า ขณะที่กำไร ปีหน้าคาดว่าจะลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะค่าการ กลั่นที่กลับสู่ระดับปกติ เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ได้อานิสงส์จากเฮอริเคน ในช่วงไตรมาส 3 ทั้งนี้ยกเว้นบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ที่คาดกำไร ปกติจะโตถึง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายกำลัง การผลิต







