
ปีนี้ไม่ขาย
ประกิตแม้นักลงทุนต่างประเทศจะยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องมา 6 วันติดต่อกัน 1.07 หมื่นล้านบาท และทำให้ตลอดเดือน พ.ย. 2560 มียอดขายสุทธิสะสม 1.51 หมื่นล้านบาท กระนั้นก็ยังไม่พบสัญญาณของเงินไหลออก ซึ่งดูได้จากค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 2 ปี 7 เดือนที่ 32.91 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าต่างชาติเพียงแค่พักการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) และเงินยังไหลวนเวียนอยู่ในประเทศ โดยมีความเป็นไปได้ที่บางส่วนจะนำไปพักในตราสารหนี้ เห็นได้จากช่วง 6 วันที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตราสารหนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นการเข้าซื้อในตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 1 ปีถึง 1.70 หมื่นล้านบาท
ประกิต
แม้นักลงทุนต่างประเทศจะยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องมา 6 วันติดต่อกัน 1.07 หมื่นล้านบาท และทำให้ตลอดเดือน พ.ย. 2560 มียอดขายสุทธิสะสม 1.51 หมื่นล้านบาท กระนั้นก็ยังไม่พบสัญญาณของเงินไหลออก ซึ่งดูได้จากค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 2 ปี 7 เดือนที่ 32.91 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าต่างชาติเพียงแค่พักการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) และเงินยังไหลวนเวียนอยู่ในประเทศ โดยมีความเป็นไปได้ที่บางส่วนจะนำไปพักในตราสารหนี้ เห็นได้จากช่วง 6 วันที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตราสารหนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นการเข้าซื้อในตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 1 ปีถึง 1.70 หมื่นล้านบาท
คาดว่าแรงขายของต่างชาติใน SET จะเบาลงเรื่อยๆ จากสถานะการถือครองของต่างชาติ ในปัจจุบันที่ลดลงต่ำสู่ 32.12% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) (ยอดถือครองของต่างชาติที่มีการปิดโอน 24.83% และ NVDR 7.29%) ถือว่าเป็นระดับที่เกือบต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี
KS Research ยังคงคาดว่านักลงทุนต่างประเทศจะพักการลงทุนไปตลอดเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2560 และจะกลับมาซื้ออีกครั้งในช่วงเดือน ม.ค. 2561 ซึ่งจะทำให้การปรับฐานของ SET Index ลงมาใกล้ 1,680 จุด เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมเพื่อไปขายทำกำไรตอนดัชนีทดสอบ 1,760 จุด ในช่วงต้นปีหน้า
นั่นเท่ากับว่าในช่วงที่เหลือของปี 2560 ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมาทำการขายหุ้น แต่จะเป็นช่วงที่ต้องเข้าไปซื้อสะสมเพื่อขายในปี 2561
วันที่ 20 พ.ย. 2560 ติดตามการประกาศอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพีโกรท) ในงวดไตรมาส 3 ปี 2560 ของไทย ซึ่งตลาดคาดไว้ว่าจะขยายตัว 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในส่วนของ KS Research คาดว่า จีดีพีจะขยายตัว 4.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีความเป็นไปได้สูงที่ตัวเลขจริงจะออกมามากกว่าที่ตลาดหรือ KS Research คาด อ้างอิงจากการกล่าวปาฐกถาพิเศษของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในงานสัมมนา "Thailand Economic Outlook 2018 : An Era of business Transformation" เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2560 ว่า จีดีพีไทยในไตรมาส 3 ปี 2560 มีโอกาสที่จะโตทะลุ 4% จากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวต่อเนื่อง
KS Research ประเมินว่าหากจีดีพี ออกมาใกล้เคียงหรือสูงกว่า 4% ซึ่งเป็นระดับที่มากกว่า Consensus คาดไว้ ตลาดจะตอบรับในเชิงบวก และเป็นแรงผลักดันให้ SET Index ทะยานขึ้นได้อีกครั้ง เหมือนที่เกิดขึ้นหลังจากการประกาศ จีดีพีโกรทงวดไตรมาส 2
กลุ่มหุ้นที่ควรเข้าซื้อจะมีธีมลงทุนต่างๆ ดังนี้ บริษัทที่จะมีวงจรกำไรดีในงวดไตรมาส 3 (รายงานไปแล้ว) และจะดีต่อเนื่องในไตรมาส 4 ประกอบไปด้วย TISCO AEONTS HMPRO TCAP PTTGC IVL COM7 MTLS GUNKUL STEC ROBINS
วงจรลงทุน กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม AMATA WHA และ TICON ทยอยปรับเพิ่มขึ้นมาได้อย่างร้อนแรงแล้ว คาดว่าในระยะถัดไปจะเป็นกลุ่มอื่นที่อยู่ในธีมลงทุน คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นมาตาม แนะนำเข้าเก็บสะสมเพิ่ม หรือถือหุ้นต่อ (ในกรณีที่ซื้อตามคำแนะนำก่อนหน้านี้) เพื่อรับการฟื้นตัวของราคาหุ้นจากนี้ไปจนถึง ปีหน้าทั้ง STEC CK UNIQ SYNTEC PYLON SEAFCO โดยเลือก STEC PYLON เป็นตัวเด่นของกลุ่ม
ขณะเดียวกันกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับวงจรลงทุน มีแนวโน้มกลับมาดีกว่า ตลาดเช่นกัน KS Research ยังคงเลือก BBL TISCO เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม
มองหาหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากฤดูกาลในไตรมาส 4 ตอนนี้กลุ่มที่คาดว่าจะโดดเด่นที่สุดคือ กลุ่มโรงแรมและโรงพยาบาล หลังจากที่ทั้งสองกลุ่มได้ทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 3 กันไปแล้ว และปรากฏว่าสามารถประกาศผลกำไรเติบโต (กลุ่มโรงแรม CENTEL MINT ERW มีกำไรรวม +33% จากไตรมาส 2 +16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่ม โรงพยาบาล BDMS BH มีกำไรรวม -27% จากไตรมาส 2 +5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งถือเป็นสัญญาณการขยายตัวที่ดีของทั้งสองกลุ่ม คาดว่าจะมีวงจรที่ดีอย่างต่อเนื่องมายังไตรมาส 4 ที่เป็นฤดูกาล KS Research มองหุ้นทั้ง 5 บริษัท CENTEL MINT ERW BDMS BH จะเป็นหุ้นที่ควรแก่การซื้อสะสมในช่วงนี้
นอกจากนั้น กลุ่มโรงแรมยังเป็น กลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการ ช็อปช่วยชาติ ด้วยมาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว (รวมแล้วสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีในส่วนรายได้ได้สูงสุด 3 หมื่นบาท) ทั้งนี้ MINT CENTEL ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี เพียง 20% ยังค่อนข้างปรับตัวขึ้นน้อย เมื่อเทียบกับ ERW ที่ปรับเพิ่มขึ้นมา 70% การลงทุน







