
น่ากลัวเวียดนาม
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยผมกลับมาเยือนประเทศเวียดนามอีกครั้ง หลังจากเมื่อ 6 ปีที่แล้วครั้งนั้นยังพูดเปรยว่า เวียดนามคงยังไม่สามารถตามไทยได้ทันภายใน 20 ปีนี้แน่นอน เป็นเพราะครั้งก่อนนั้นได้เห็นสภาพบ้านเมืองที่ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค ทั้งถนน ทางรถไฟ สนามบิน ที่ยังไม่ทันสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับไทย สวนกระแสที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเวียดนามจะตามไทยทันแน่นอน
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ผมกลับมาเยือนประเทศเวียดนามอีกครั้ง หลังจากเมื่อ 6 ปีที่แล้วครั้งนั้นยังพูดเปรยว่า เวียดนามคงยังไม่สามารถตามไทยได้ทันภายใน 20 ปีนี้แน่นอน เป็นเพราะครั้งก่อนนั้นได้เห็นสภาพบ้านเมืองที่ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค ทั้งถนน ทางรถไฟ สนามบิน ที่ยังไม่ทันสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับไทย สวนกระแสที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเวียดนามจะตามไทยทันแน่นอน
แต่มาวันนี้ผมคงต้องขอถอนคำพูด เพราะบ้านเมืองของเวียดนามเปลี่ยนไปมาก มีการพัฒนาแบบผิดหูผิดตา ทั้งสนามบินนานาชาติฮานอยที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน ก็ยิ่งใหญ่พอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งถนนในเมืองก็ตัดใหม่ มีทางด่วนเพิ่มขึ้น แม้ถนนนอกเมืองยังคงต้องปรับปรุงอีกไม่น้อยแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก และเรื่องงบประมาณก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเวียดนามได้ประโยชน์จากเงินลงทุนมหาศาลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการผลิตที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงกว่าไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 และในปี 2017 นี้ คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าเวียดนามถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
เมื่อผมนั่งรถจากกรุงฮานอยไปยังเมืองท่องเที่ยวที่อ่าวฮาลอง ตลอดเส้นทางได้เห็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของบริษัทชั้นนำต่างประเทศเต็มไปหมด ที่มาจากทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งแม้แต่บริษัทซัมซุงก็ยังมีฐานการผลิตยักษ์ใหญ่ที่นี่ สะท้อนถึงการลงทุนที่จับต้องได้จริง ลงถึงเศรษฐกิจทุกระดับ เนื่องจากเวียดนามมีข้อได้เปรียบเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่ถึง 200 บาท/วัน และกฎระเบียบของรัฐที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนสร้างโรงงานผลิตมากกว่าชาติอื่นในอาเซียน อีกทั้งคนเวียดนามยังมีนิสัยขยัน อดทน หนักเอาเบาสู้ เพราะประเทศเคยผ่านทั้งภัยสงคราม ทั้งเคยเป็นเมืองขึ้นของจีนและฝรั่งเศสมายาวนาน ผู้คนคุ้นชินกับความยากลำบาก ดังนั้นหากพิจารณาถึงแรงงานต้นทุนต่ำคงหาชาติใดในเอเชียสู้เวียดนามได้ยาก
ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่ทำให้เวียดนามน่ากลัวที่สุดในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับไทย คือ "ความเป็นนักสู้" ของพลเมือง ที่ผมรู้สึกได้ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พบว่าคนเวียดนามขยันเรียนหนังสือสุดๆ ไม่ยอมแพ้ใคร เด็กเวียดนามก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นยอดได้มากมาย ซึ่งวันนี้จากข้อมูลของสหรัฐมีนักศึกษาเวียดนามศึกษาต่อในสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นคน ซึ่งมากกว่านักศึกษาไทยที่มีเพียง 7,000 กว่าคนเท่านั้น
ทิศทางนี้ตรงกันข้ามกับอดีต และเมื่อพูดถึงคุณภาพการศึกษา เราก็ทราบว่าคะแนน PISA เพื่อประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาของเด็กเวียดนามสูงกว่าเด็กไทยมาตลอด โดยในปี 2558 คะแนนวิทยาศาสตร์ของเด็กเวียดนามอยู่ในอันดับ 8 ได้ 525 คะแนน ไทยอันดับ 54 ได้ 421 คะแนน คะแนนคณิตศาสตร์ เวียดนามอยู่ในอันดับ 22 ไทยอันดับ 54 และคะแนนการอ่าน เวียดนามอันดับ 32 ไทยอันดับ 57 จากทั้งหมด 70 ประเทศ ดังนั้นจึงพอมีหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ว่าเด็กเวียดนามโดยเฉลี่ยยุคนี้เก่งมาก นั่นหมายความว่าในอนาคตผู้นำยุคใหม่ของเวียดนามก็จะมีความสามารถสูงตามไปด้วยเช่นกัน
แม้ว่ามหาวิทยาลัยของเวียดนามยังตามหลังมหาวิทยาลัยไทย แต่ด้วยการที่ได้คนเก่งๆ ที่จบจากต่างประเทศกลับมาพัฒนาประเทศมากขึ้นทุกวัน บวกกับค่านิยมที่ชอบรับราชการ มั่นใจว่าอนาคตอุดมศึกษาของเวียดนามจะต้องก้าวหน้าขึ้นอีกมาก
วันนี้ผมจึงไม่กล้าจะบอกว่า ไทยจะนำเวียดนามไปได้สักกี่ปี และถ้าหากสังคมไทยยังไม่ใส่ใจว่าเพื่อนบ้านเราได้พัฒนาในอัตราที่เร็วกว่าเราไปมากแค่ไหน หรือเพียงแค่คิดว่า "ขอแข่งขันกับตัวเองก็พอ" น่ากลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายอีกไม่นานเกินรอ เวียดนามก็จะชนะไทย...เศร้า







