ประเทศนี้ไม่มีฝ่ายค้าน
นันทิยา วรเพชรายุทธถ้าจะบอกว่า "โรเบิร์ต มูกาเบ" ที่เพิ่งถูกปฏิวัติเงียบไปหมาดๆ คือ หนึ่งในผู้นำเผด็จการที่อยู่ยงคงกระพันที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่นี้ เพราะครองอำนาจคนเดียวไม่เปลี่ยนมือมาตลอด 37 ปี นับตั้งแต่ซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้วละก็ เห็นทีคงต้องเพิ่มรายชื่อผู้นำจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับเราเข้าไปอีกคน
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ถ้าจะบอกว่า "โรเบิร์ต มูกาเบ" ที่เพิ่งถูกปฏิวัติเงียบไปหมาดๆ คือ หนึ่งในผู้นำเผด็จการที่อยู่ยงคงกระพันที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่นี้ เพราะครองอำนาจคนเดียวไม่เปลี่ยนมือมาตลอด 37 ปี นับตั้งแต่ซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้วละก็ เห็นทีคงต้องเพิ่มรายชื่อผู้นำจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับเราเข้าไปอีกคน
ในทวีปเอเชียของเรานั้น นอกจากจะมีระบอบตระกูลคิมแห่งเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีของคาซัคสถาน ที่ครองอำนาจยาวนานคนเดียวหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายลงนั้น ก็เห็นจะมีแต่นายกรัฐมนตรี "ฮุนเซน" ของกัมพูชาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเบียดกับบรรดาผู้นำประเทศในแอฟริกาขึ้นสู่ทำเนียบผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 30 ปีได้
และกัมพูชาก็ยังเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อเมริกาและยุโรป ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตยได้เลย นับตั้งแต่หลังสิ้นสุดยุคเขมรแดง
ผ่านมา 32 ปี นับตั้งแต่ฮุนเซนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1985 กัมพูชากำลังท้าทายระบอบประชาธิปไตยครั้งใหญ่ เมื่อศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้ยุบพรรคกู้ชาติ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักเพียงพรรคเดียวที่เหลืออยู่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมท้าทายชาติตะวันตกทั้งหลาย ไม่กลัวหากต้องถูกตัดงบช่วยเหลือ และยังประกาศมาก่อนหน้านี้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 ไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากนานาชาติด้วย
การประกาศไม่แคร์โลกอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีแบ็กอัพดีเท่านั้น และแบ็กอัพของกัมพูชาก็ใหญ่จริงในฐานะเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก
ทุกวันนี้ จีนนับเป็นผู้บริจาคและนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในกัมพูชา โดยในด้านบริจาคนั้นจีนมีสัดส่วนถึงเกือบ 36% ของเงินบริจาครายประเทศเข้ากัมพูชาเมื่อปีที่แล้วรวม 732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสัดส่วนของจีนนั้นมากกว่าสหรัฐเกือบ 4 เท่า เหล่านี้ยังไม่นับรวมความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในกองทัพ ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากจีนเกือบทั้งหมด
ส่วนในด้านการลงทุนนั้น จีนยังคงเป็นเบอร์ 1 ในสัดส่วนเอฟดีไอ 511 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ตามมาด้วยฮ่องกงที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และตามด้วยเวียดนาม ญี่ปุ่น และสิงคโปร์
หลายฝ่ายกำลังจับตาว่าโลกตะวันตกจะตอบโต้ท่าทีแข็งกร้าวล่าสุดของกัมพูชาอย่างไร
ที่ผ่านมา รัฐบาลฮุนเซนได้ใช้อำนาจปราบปรามขั้วตรงข้ามและปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วยมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน เอ็นจีโอ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศอย่างยูเอ็น และยิ่งหนักข้อขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2013 ที่ฝ่ายฮุนเซนได้เสียงน้อยลงอย่างมีนัย แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลต่างชาติโดยเฉพาะฝั่งสหรัฐกลับไม่ได้ดำเนินการตอบโต้หรือกดดันกัมพูชามากพอ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า เป็นเพราะรัฐบาล บารัก โอบามา กลัวว่าจะยิ่งทำให้กัมพูชาไปอยู่ฝ่ายจีนแบบเทหมดหน้าตักมากเกินไปชนิดกู่ไม่กลับ
ปัจจุบันสหรัฐและยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชาอยู่ โดยคิดเป็นสัดส่วนรวมกัน 60% ของการส่งออกทั้งหมดของกัมพูชา แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายไหนเปรยเรื่องการคว่ำบาตรทางการค้า เพราะกลัวว่าจะกระทบประชาชนมากกว่านักการเมือง และเปิดทางให้จีนเข้ามามากกว่าเดิม ยิ่งในยุครัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งมีแนวโน้มลดลงไปอีก
การเมืองกัมพูชาในวันที่ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน คงเป็นอีก 1 ตัวอย่างที่สะท้อนภาวะโลกกลับทิศในอาเซียน เอเชีย และการเมืองโลกยุคกำปั้นเหล็กของสตรองแมนได้เป็นอย่างดี n


