
ประเทศไทยได้อะไรจากพี่ตูน
สมผล ตระกูลรุ่ง ประเทศไทยเราอาจเป็นประเทศเดียวในโลกที่ศิลปินต้องออกมาวิ่ง 2,191 กิโลเมตร (กม.) เพื่อหาเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาล ในขณะที่การบริการสาธารณสุขเป็นการบริการขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
สมผล ตระกูลรุ่ง
ประเทศไทยเราอาจเป็นประเทศเดียวในโลกที่ศิลปินต้องออกมาวิ่ง 2,191 กิโลเมตร (กม.) เพื่อหาเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาล ในขณะที่การบริการสาธารณสุขเป็นการบริการขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ
มาตรา 45 รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการ ส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
มาตรา 56 รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน
หน้าที่ของรัฐที่ต้องให้บริการประชาชนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเงินของประชาชนที่เสียภาษีให้กับรัฐ แน่นอนว่า คนที่เสียภาษีให้รัฐคือคนที่มีเงิน คนร่ำรวย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้บริการของรัฐ มีเงินพอที่จะใช้บริการของเอกชนที่สะดวกสบายกว่า คนที่รัฐต้องดูแลคือคนจน คนที่มีรายได้น้อย
ฉะนั้น โดยแท้จริงแล้ว คนร่ำรวยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้กับคนยากจน ซึ่งคนรวย (ส่วนใหญ่) พร้อมที่จะแบ่งปันให้คนจนอยู่แล้ว เพราะหากไม่มีคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็คงจะไม่มีคนรวย เพราะคนรวยไม่รู้จะไปหากินกับใคร ดูง่ายๆ จากร้านสะดวกซื้อ คนที่ใช้บริการส่วนใหญ่คือคนจน ถ้าหวังจะขายให้กับคนรวยๆ ร้านสะดวกซื้อคงเจ๊งไปหมดแล้ว
การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีอยู่ในนิสัยของคนไทย หากรัฐบริหารจัดการเงินภาษีของประชาชนอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ไม่มีเงินทอน ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น คนรวยย่อมเต็มใจที่จะเสียภาษี เพื่อช่วยเหลือคนจน ซึ่งแท้จริงคือผู้มีอุปการคุณกับคนรวย
จะมียกเว้นเจ้าสัวบางคนบ้าง คงแก้ไม่ได้ ต้องปล่อยให้แก่ตายไปเอง
ในอดีตที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการสาธารณสุขของประเทศต่อมาปี 2545 ได้มีกฎหมายจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่แยกการบริหารจัดการ มีคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลงบประมาณด้านสาธารณสุข ในวงเงินเป็นแสนล้านบาทต่อปี
ปี 2561 สปสช.เสนองบประมาณ 164,675.24 ล้านบาท หรือ 3,374.70 บาท/หัวประชากร เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 12,904.56 ล้านบาท งบประมาณดังกล่าวเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรจำนวน 43,828.28 ล้านบาท คงเหลือเป็น งบประมาณที่เข้าสู่กองทุนจำนวน 120,846.96 ล้านบาท
อ่านว่า หนึ่งแสนสองหมื่นแปดร้อยสี่สิบหกล้านเก้าแสนหกหมื่นบาท
เมื่อเทียบกับเงินที่พี่ตูนตั้งเป้าไว้ 700 ล้านบาท มันเป็นเศษเงินของ สปสช.เงินงบประมาณมหาศาลเหล่านี้ เอาไปใช้จ่ายอะไร???
ด้วยผลประโยชน์มหาศาลนี้ จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับ สปสช.ตลอดมา ซึ่ง พื้นฐานจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของผลประโยชน์ โดย สปสช.จัดตั้งขึ้นในรัฐบาลเลือกตั้งในยุครัฐบาลทักษิณ การแย่งผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำ เป็นมหากาพย์อันยาวนาน การหาเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงในองค์กรใด สามารถใช้เหตุผลการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ในทุกองค์กร
สปสช.เองก็ถูกกล่าวหาโดยแพทย์ชนบท ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยตรงเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ รู้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ในห้องแอร์ที่เป็นคณะกรรมการบริหารจัดการ แพทย์กลุ่มชี้ให้เห็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นกับประเทศ จนพี่ตูนต้องออกมาวิ่งกว่า 2,000 กม. ว่า
1.สปสช.ใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์มีการจัดตั้งองค์กรย่อยขึ้นมา เพื่อถ่ายเทเงินออกไปให้กับพวกพ้องจัดสรรเงินให้กับกลุ่ม NGO ในรูปแบบต่างๆ จากเงินกองทุน การบริหารจัดการกองทุนของ สปสช.มีหลายประเด็นที่ขัดต่อกฎหมาย สรุปแล้วเป็นการใช้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ในการให้บริการสาธารณสุขกับประชาชน
2.สปสช.ใช้หลักเกณฑ์การจัดงบประมาณลงพื้นที่ โดยจัดให้ตามจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรม แต่หากพิจารณาถึงหลักการ พื้นฐานที่ปวงชนชาวไทยควรได้รับจากรัฐคือ การได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน การบริการสาธารณสุขไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ที่จะคิดเป็นอัตราส่วนต่อหัวประชาชกร การให้บริการสาธารณสุขเป็นการให้บริการพื้นฐาน เหมือนกับการตัดถนนเข้าไปในหมู่บ้าน ในพื้นที่ห่างไกล เป็นการบริการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชนทุกคน โดยไม่สามารถอ้างเรื่องความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ได้ ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่มีประชากรเบาบาง หรืออยู่ในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นจะต้องได้รับการบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน
การจัดสรรงบประมาณโดยคิดเพียงจำนวนประชากร จึงไม่ถูกต้องขัดกับหลักการพื้นฐานการให้บริการของรัฐ เช่น พื้นที่ อ.เบตง กับสีคิ้ว ซึ่งมีสถานะเป็นโรงพยาบาลอำเภอเช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันทางด้านภูมิศาสตร์และประชากร อ.เบตง นั้น ประชากรเบาบาง ห่างไกลตัวจังหวัด การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องข้ามเขาสูงชัน ใช้เวลานานกว่าจะเดินทางไปถึง จ.ยะลา ถ้าคิดในแง่การให้บริการสาธารณสุขพื้นฐาน ยิ่งต้องมีโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ มีความทันสมัยเท่าเทียมกับโรงพยาบาลจังหวัด เพื่อบริการประชาชนมีโอกาสรับการรักษาเช่นเดียวกับคนในเมือง ส่วน อ.สีคิ้ว นั้นอยู่ใกล้ตัว จ.นครราชสีมา การเดินทางสะดวก โรงพยาบาล อ.สีคิ้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีความทันสมัยเท่าเทียมกับโรงพยาบาลในระดับจังหวัด เพราะสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ ได้โดยสะดวก การจัดสรรงบประมาณสำหรับการบริการสาธารณสุขที่คิดจากจำนวนประชากร จึงผิดพลาดอย่างมหันต์
3.ยิ่งไปกว่านั้นการจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากร ซึ่งผิดพลาดแล้ว สปสช.ยังนำเอาค่าตอบแทนของบุคลากรในพื้นที่ หักออกจากจำนวนเงินที่จัดสรรให้ ทำให้เงินที่เหลือสำหรับให้บริการสาธารณสุขต่อหัวกับประชาชนในพื้นที่ลดลง และยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำหนักขึ้นไปอีก เพราะเมื่อคิดเปรียบเทียบอำเภอที่ต่างกันดังกล่าวแล้ว บางอำเภอเหลือเงินต่อหัวสำหรับให้บริการประชาชนเพียงหัวละ 100 กว่าบาท ขณะที่บางอำเภอเหลือเงินต่อหัวกว่า 1,000 บาท เป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ทราบได้
ปัญหาสาธารณสุขบ้านเรา ยังคงเป็นสงครามเกียรติต่อไป ตราบใดที่คนมีกิเลสได้บริหารจัดการเงินผลประโยชน์เป็นแสนล้าน
สงสารก็แต่พี่ตูน วิ่งคราวนี้จะกระตุ้นต่อมสำนึกผู้รับผิดชอบด้านสาธารณสุขได้หรือไม่ n







