posttoday
ประเทศไทย ต้องการความเสมอภาคทางการศึกษา

ประเทศไทย ต้องการความเสมอภาคทางการศึกษา

19 พฤศจิกายน 2560

หลังจากเขียนถึงผลการประเมินจากองค์การระหว่างประเทศด้านขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย

โดย ไกรยส ภัทราวาท

หลังจากเขียนถึงผลการประเมินจากองค์การระหว่างประเทศด้านขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยมาแล้ว 2 ครั้งล้วนชี้เป้าหมายแห่งการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถมาที่ “ความเหลื่อมล้ำ” ทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา คราวนี้ผมจึงอยากให้ผู้อ่านได้เห็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในเวทีนานาชาติที่วิเคราะห์โดยกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินเครดิตสวิส (Credit Suise’s) ซึ่งแสดงข้อมูลที่ทั้งน่าตกใจและชี้ให้เห็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนหลายประเด็น

รายงาน Global Wealth Report ของกลุ่มเครดิตสวิสแสดงข้อมูลให้เห็นว่าปัจจุบันไทยได้รับการจัดอันดับด้านความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศอยู่ในอันดับ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและอินเดีย เท่ากับว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำที่แย่กว่าอินโดนีเซีย หรือประเทศรายได้น้อยหลายสิบประเทศทั่วโลก โดยการถือครองสินทรัพย์ของประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 1% แรกของประเทศไทยสูงถึง 58% หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์และความมั่งคั่งของทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าคนไทยอีก 99% หรือเกือบจะทั้งประเทศที่เหลือถือครองสินทรัพย์และความมั่งคั่งเพียงแค่ 42% ของประเทศ หรือหากคิดในอีกมุมหนึ่ง คนไทยเพียง 6.7 แสนคนที่รวยที่สุดของประเทศถือครองสินทรัพย์เกือบ 60% ของประเทศ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2554 ประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 1% เคยถือครองสินทรัพย์มากกว่า 38.5% แต่จากการวิเคราะห์ในปี 2559 กลับพบว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยกลับเพิ่มสูงขึ้น คนที่ร่ำรวยที่่สุด 1% แรกของประเทศไทยมีทรัพย์สินมากขึ้นถึง 20.5% ใน 5 ปีที่ผ่านมา เท่ากับว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

หากวิเคราะห์ลึกลงไปอีกจากข้อมูลของรายงานฉบับนี้จะพบว่าประชากรกลุ่มที่มีรายได้น้อยซึ่งองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก (World Bank) แนะนำให้ทุกประเทศทั่วโลกดำเนินการช่วยเหลือสนับสนุนให้มีเศรษฐสถานะดีขึ้นอย่างเร่งด่วน ได้แก่ กลุ่มประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจน และกลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำที่สุด 40% ของประเทศ (Bottom 40) พบว่าในประเทศไทยประชากรกลุ่ม Bottom 40 ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประเทศเพียง 1.9% เท่านั้น

แล้วทางออกของการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้เหล่านี้ควรเริ่มจากที่จุดใด?

การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชากรวัยแรงงานถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในระยะสั้น แต่ในระยะยาวการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางสังคมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการส่งเสริมโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility) ให้มากขึ้นในประชากรทุกกลุ่มทั้งในเชิงโครงสร้างรายได้และในเชิงภูมิศาสตร์ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางสังคม (Social Inclusion)

การ “ปิดช่องว่าง” ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ยิ่งปิดได้เร็วเท่าไร ยิ่งใช้งบประมาณน้อยและสามารถเกิดผลได้เร็ว ดังนั้นการส่งเสริมมาตรการพัฒนาคนตั้งแต่แรกเกิดจนเข้าสู่วัยเรียน จึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่ทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญมากขึ้นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพราะการศึกษาคือกลไกสนับสนุนการเลื่อนชั้นทางสังคมที่มีประสิทธิภาพและสำคัญที่สุดที่ภาครัฐมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ประชากรยังอยู่ในช่วงปฐมวัย ดังนั้นรัฐบาลแทบทุกประเทศทั่วโลกจึงมุ่งส่งเสริมมาตรการสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษา แม้กระทั่งประเทศที่ก้าวหน้าอย่างประเทศฟินแลนด์ที่ถือว่าความเสมอภาคทางการศึกษาคือมาตรการอันดับหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก

เป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่ยกร่างโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ถึงมือท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว หากรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติสามารถดำเนินการตรากฎหมายดังกล่าวให้แล้วเสร็จทัน เม.ย. 2561 ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ก็จะช่วยให้เกิดกลไกซึ่งมีการบริหารที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญในการสร้างความเสมอภาคทางสังคมและเศรษฐกิจผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีความเสมอภาคให้แก่เด็กและเยาวชนไทยกลุ่มที่มีฐานะยากจนและด้อยโอกาสได้อย่างเต็มที่

การปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้เช่นนี้ มิใช่การปฏิรูปแต่เพียงวาทกรรม น่าจะช่วยให้มีความหวังได้ว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยใน รายงาน Global Wealth Report อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีแนวโน้มดีขึ้นได้ครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ