
เติบโต : ความคาดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจ
"ตอนแม่อยู่ หนูไม่เคยฟังแม่เลย"
โดย ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธกา Budnet.org
"ตอนแม่อยู่ หนูไม่เคยฟังแม่เลย"
"ผมแค่อยากให้พ่อแม่มีความสุข ทุกวันนี้พ่อไม่ยอมช่วยตนเอง อ้างแต่ว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า เรียกร้องคนรอบตัวไปหมด ไม่ยอมช่วยเหลือตนเอง จนแม่เครียดพลอยลามกดดันมาถึงผมด้วย"
"เรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังทำใจให้อภัยอีกฝ่ายไม่ได้"
ความคาดหวังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ตามติดเราทุกคน บางอย่างเราก็รับรู้โดยรู้ตัวและบางอย่างความคาดหวังก็หลบซ่อนไม่ให้เรารู้ตัวง่ายๆ ส่วนหนึ่งความคาดหวังช่วยให้เรามีเข็มทิศนำทางในการกระทำของเราว่าเราต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร ในความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบตัว รวมถึงตัวเราเอง เราคาดหวังให้เพื่อนร่วมงานรับผิดชอบงาน คาดหวังหัวหน้างานว่าจะมีความรู้ ความสามารถสมกับบทบาทหน้าที่ เราคาดหวังให้ตนเองเป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ผลลัพธ์ของความคาดหวัง เราก็คาดหวังว่าผลลัพธ์นั้นจะช่วยให้เราเข้าใกล้ความปรารถนา ลึกๆ ที่อยู่ในใจ
ความปรารถนาเป็นเสมือนอาหารใจที่ช่วยเติมเต็มให้เรามีความสุข เบิกบาน เราทุกคนต่างปรารถนาความรักทั้งในการให้และเป็นที่รัก เราปรารถนาในการยอมรับ การมีคุณค่า ความมั่นคง ปลอดภัย การเป็นพวกพ้อง การเชื่อมโยง ความเคารพ ฯลฯ ในขณะเดียวกันเราก็อาจพบว่าเราอาจมีความคาดหวังผิดๆ เนื่องจากความเข้าใจผิดบางอย่าง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้เล่าเกร็ดชีวิตของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า เมื่อครั้งหนึ่งสมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ใน จ.สุรินทร์ ผู้คนจำนวนมากต่างสิ้นเนื้อประดาตัว บางคนมาตัดพ้อกับหลวงปู่ดูลย์ว่าอุตส่าห์ทำบุญเข้าวัดเป็นประจำ ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ทำไมบุญกุศลไม่ช่วย ทำไมธรรมะไม่คุ้มครองให้พ้นจากความวอดวาย หลายคนตัดสินใจเลิกเข้าวัดทำบุญ หลวงปู่ตอบพวกเขาว่าธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น
หลวงปู่อธิบายว่า "ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจำโลกอยู่แล้ว ทีนี้ ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะเมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น"
มุมมองความเข้าใจของชาวบ้านที่มองว่าการทำบุญจะนำมาซึ่งความปลอดภัย แคล้วคลาดจากภัยพิบัติก่อเกิดความผิดหวัง โกรธเคืองเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผิดจากความคาดหวังในเรื่องการทำบุญ เมื่อฐานคิดผิดทาง ความคาดหวังก็ผิดทางตามไปด้วย ความคาดหวัง ความปรารถนาเป็นแรงขับเคลื่อนของชีวิตที่ไปข้างหน้า แรงขับนี้สามารถเป็นได้ทั้งฉันทะและตัณหา จุดแยกคือการมีสติเป็นตัวกำกับหรือไม่ เจตนาที่ขับเคลื่อนคือกุศลจิตหรืออกุศลจิต ตันหาคือความกระหายอยาก ความปรารถนา ความต้องการในสิ่งเร้า คาดหวังว่าการครอบครองหรือบรรลุความสมอยากจะช่วยให้มีความสุข ความสุขทางกาย จากการได้ การมี การเป็น และความสุขจากการไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น (ในสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่ต้องการ เช่น โรคภัย การเปลียนแปลงเชิงลบ)
ฉันทะเป็นความอยาก ความปรารถนาที่มีฐานของกุศลเจตนา อิสระจากอกุศลจิต โลภะ โทษะ โมหะ ในชีวิตประจำวัน ความคาดหวังอาจถูกร้อยรัดไปด้วยตัณหาโดยเข้าใจว่ามันคือฉันทะ ตัณหาหลายอย่างกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น ความร่ำรวย ความสำเร็จที่มาจากการทำงานหนัก แย่งชิงแข่งขัน หลายคนมีความคาดหวังที่ขับเคลื่อนอาจเป็นทั้งฉันทะและตัณหา พร้อมกับที่มีความรู้สึกตกค้างจากความคาดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจ เช่น ความคาดหวังให้บุคคลที่เรารักหายจากโรคภัย คาดหวังให้ความรักในอดีตหวนกลับมา คาดหวังให้เรื่องราวในอดีตจะไม่เกิดขี้น
และด้วยการยึดติดกับการคาดหวัง แรงยึดติดก็ทำให้เกิดแรงกดดัน บีบคั้นให้ชีวิตดิ้นรนต่อสู้เพื่อบีบให้ความคาดหวังบรรลุผล ความผิดหวังกลายเป็นเรื่องรุนแรง และยิ่งเมื่อความคาดหวังนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น การยึดติดกับความคาดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจก็ไม่ต่างจากการพยายามเดินชนกำแพงโดยเข้าใจว่านั่นคือประตู
เราคาดหวังให้โรคร้ายหายไปจากตัวเรา หายไปจากบุคคลรอบข้างที่เราแสนรักไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าเราต้องการมีท่าทีเช่นใดกับพ่อแม่ที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย
ร่างกาย จิตใจเสื่อมสภาพด้วยความชรา กิจวัตรประจำวันหลายอย่างท่านต้องพึ่งพาเรา ความทรงจำเริ่มเลอะเลือน แต่เราเลือกได้ว่าเราจะไม่รับรู้ความเป็นไปในตัวท่าน หรือยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นว่าจะเชื่อมโยงอย่างไรกับพวกท่านดี
เราคาดหวังให้อดีตย้อนกลับมาไม่ได้ แต่เลือกได้ว่าจะอยู่กับความผิดหวัง เจ็บแค้น หรือเลือกยอมรับความจริงและปลดปล่อยความคาดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจนั้น เพื่อให้ตนอิสระจากความรู้สึกเชิงลบเหล่านั้น
การมีทัศนคติ ฐานคิดที่ถูกต้อง และการยอมรับความจริงจึงเป็นหนทางนำมาซึ่งสันติ เรายอมรับความจริงเพื่ออิสระจากตัณหา พร้อมกับเรายังขับเคลื่อนความคาดหวัง ความปรารถนานั้นด้วยฉันทะ และมีสติ มีฐานธรรมะที่จะช่วยให้เราวางท่าทีจิตใจได้ถูกต้อง ช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการยอมรับความจริง
ฉันคาดหวังและปรารถนาให้ตนเองเข้มแข็ง กล้าหาญในการเผชิญอุปสรรค
ฉันคาดหวังและปรารถนาที่จะซื่อสัตย์ สุจริตต่อหน้าที่ จริยธรรม และชีวิตของตนเอง
ฉันคาดหวังและปรารถนาที่จะเผชิญหน้าความจริง แม้ความจริงนั้นจะยากต่อการยอมรับ
ด้วยการยอมรับความจริง เราจึงเป็นอิสระจากความคาดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจ อิสระจากการยึดติดในสิ่งที่นำมาแต่ความทุกข์ใจ และการยอมรับความจริงได้ก็ต้องอาศัยการมีความสามารถซึ่งได้มาจากการปฏิบัติและเข้าถึงธรรมะ







