posttoday
เมืองไทยจะเต็มไปด้วยคนสูงวัยในอนาคต

เมืองไทยจะเต็มไปด้วยคนสูงวัยในอนาคต

19 พฤศจิกายน 2560

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม จัดรับฟังความคิดเห็นการปฏิรูปสังคมไทย สู่สังคมคุณภาพ

โดย สมาน สุดโต

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม จัดรับฟังความคิดเห็นการปฏิรูปสังคมไทย สู่สังคมคุณภาพ เวทีแรกเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร มีกลุ่มสื่อมวลชนและผู้นำทางสังคมเข้าประชุมประมาณ 100 คน โดยมี ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมเป็นประธาน ร่วมกับ สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ประธานอนุกรรมการที่ทำหน้าที่จัดการรับฟังความคิดเห็น

ข้อมูลที่คณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม เสนอเพื่อขอฟังความคิดเห็นมี 5 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1.การออม สวัสดิการสังคม และการลงทุนเพื่อสังคม 2.ผู้เสียเปรียบในสังคม 3.การจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ด้านสังคม 4.ระบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง 5.การมีส่วนร่วม การเรียนรู้ การรับรู้และการส่งเสริมกิจกรรมทางสังคม

คุณปีติพงศ์ เล่าหลักการและเป้าหมายการปฏิรูปสังคมตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ว่า ต้องยกร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ จากกรุงเทพฯ ก็ไปภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคเหนือ ความเห็นทั้งหมดจะนำมาประมวลจัดทำร่างแผนปฏิรูปสังคมให้ครบถ้วน เชื่อมโยงกับการปฏิรูปประเทศด้านอื่นๆ ซึ่งมี 11 ด้าน แต่ละด้านต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 24 ธ.ค. 2560

คุณปีติพงศ์ บอกว่า ในเวทีแสดงความคิดเห็นนั้น มีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ จึงขอร้องว่าถ้าเป็นก้อนอิฐ ขอให้ขว้างเบาๆ

คุณไมตรี อินทุสุต กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการเชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แสดงความคิดเห็นเป็น คนแรก ข้อเสนอของอาจารย์เจิมศักดิ์น่าสนใจในประเด็นเกี่ยวกับผู้สูงอายุในอนาคต คือ ผู้ที่อยู่ในวัย 40 ปีขึ้นไปในขณะนี้ เพราะอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นผู้สูงวัย จึงเสนอให้สร้างระบบรองรับ

ส่วนผู้ที่รับราชการก็อย่าประมาท เพราะบำเหน็จบำนาญที่ได้รับ คือ ภาษีอากร ถ้าอีก 20 ปีข้างหน้า คนเข้าสู่ระบบทำงานน้อยลง การเก็บภาษีจะน้อยลงตามไปด้วย ปัญหาบำเหน็จบำนาญก็จะมีปัญหา

ที่ว่าอย่างนี้เพราะคนเกิดน้อยลง ส่วนผู้ที่สูงวัยก็ตายช้าลง พร้อมทั้งได้เสนอให้นำผู้สูงอายุเข้าสู่ชุมชน ดีกว่าส่งไปอยู่ที่พักหรือสถานสงเคราะห์อื่นๆ

ข้อมูลที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปฯ เสนอไว้น่าสนใจ คือ เด็กและแรงงานลดลง แต่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น โดยเปรียบเทียบอัตราพึ่งพิงวัยทำงาน ว่า ปี 2553 ผู้สูงอายุ 1 คน แต่มีวัยทำงาน 5.1 คน ปี 2560 ผู้สูงอายุ 1 คน มีวัยทำงานเหลือ 3.8 คน ปี 2579 ผู้สูงอายุ 1 คน จะมีวัยทำงานเหลือเพียง 1.9 คน ปัญหาตามมามาก เช่น ค่าใช้จ่ายด้านรักษาสุขภาพสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอในการยังชีพ ภาวะพึ่งพิงผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และขาดแคลนกำลังแรงงาน

สำหรับผมก่อนแสดงความคิดเห็น ได้บอกที่ประชุมว่า เมื่อเห็นหัวข้อว่าเชิญมาร่วมแสดงความเห็นเรื่องปฏิรูปสังคม ก็คาดหวังว่าจะแสดงความคิดเห็นและได้ฟังปัญหาสังคมไทยทั่วไป เช่น ปัญหาการค้ายาเสพติด สังคมที่ บ้าหวย สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น แต่กลับมาได้ฟังเรื่องการวางแผนจะรับมือกันอย่างไรในอนาคตอีก 5 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า ที่ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยผู้สูงวัย หรือคนแก่ที่เกษียณอายุไปแล้ว

ผมจึงเสนอเรื่องการออม ที่เป็นหัวข้อแรกในการปฏิรูป โดยบอกที่ประชุมว่า การออมมี 2 ประเภท คือ คนอยากออม และคนไม่มีจะออม โดยได้สาธยายว่า คนอยากออม แต่ไม่มีช่องทางให้ออม คือ คนที่เกษียณอายุจะเอาเงินที่ได้จากบำเหน็จบำนาญไปต่อยอด ก็ไม่มีที่ให้ต่อ เพราะแต่ละโครงการ หรือกองทุน ท่านกำหนดอายุไม่เกิน 60 ปี ดังเช่น กองทุนการออมแห่งชาติ ที่เปิดประเด็นไว้ว่า ออมสบายได้บำนาญ ก็จำกัดอายุ เพราะตามนโยบายกองทุนนี้ เปิดให้คนทำงานนอกระบบออม ทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน เมื่ออายุ 60 ปีก็จะได้บำนาญทุกเดือน แต่เพื่อไม่ให้คนอายุ 60 ปีผิดหวัง ก็เปิดทางว่า ออมได้แต่ขอแค่ 10 ปี จากนั้นจะจ่ายบำนาญทุกเดือน (ส่วนรายละเอียดติดต่อ ที่สายด่วน 02-017-0789)

ผมได้บอกต่อว่า คนวัยเกษียณจะฝากธนาคารกินดอกเบี้ย ก็ไม่มีแรงจูงใจเพราะดอกเบี้ยต่ำ จะซื้อกองทุน ผลตอบแทนก็ต่ำ ผมจึงเสนอว่าน่าจะมีใครกล้าตั้งกองทุนที่ไม่จำกัดอายุ เปิดให้คนเกษียณเป็นสมาชิกก็น่าจะทำได้ (หรือตั้งกองทุนบริหารเงินเกษียณ น่าจะเป็นทางออกสำหรับคนที่ไม่มีทางออก) ส่วนคนไม่มีจะออมนั้น ผมเชื่อว่ามีมาก อาจเกิดจากความผิดพลาดของระบบ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เป็นไปได้ เพราะที่ทำมาตั้งแต่ปี 2504 ถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 12 แผน ผลที่ได้มีทั้งดีและไม่ดี ที่ไม่ดี เช่น กระจายรายได้ไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะระหว่างเมืองกับชนบท รายได้ส่วนใหญ่ไปตกในเมือง หรือในมือคนรวย แต่คนในชนบทยังเป็นคนจนเหมือนเดิม

ส่วนสวัสดิการนั้น คนไทยได้ฟังก็ชื่นใจ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ อยู่เย็น เป็นสุข แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ อยู่ร้อน นอนทุกข์ เพราะสวัสดิการกระจายไปไม่ทั่วถึง ถ้าต้องการให้สังคมสูงวัย อยู่เย็น เป็นสุข ก็ต้องกระจายรายได้ตั้งแต่เขายังหนุ่มยังสาว เพื่อจะได้ออมเพื่อสวัสดิการ ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมปรารถนา แต่จะทำอย่างไร คณะกรรมการไปขบคิด ขออย่าให้เป็นสังคมปฏิรูป ก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ