
งูเห่าที่เหมืองคลองท่อม และลูกช่วยพ่อ
ปี 2519 ผมมีภารกิจต้องไปสำรวจแหล่งแร่ฟลูออไรต์ของบริษัท เอส เค มิเนอรัลส์ ที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่
โดย ถาวร หลีกภัย
ปี 2519 ผมมีภารกิจต้องไปสำรวจแหล่งแร่ฟลูออไรต์ของบริษัท เอส เค มิเนอรัลส์ ที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่
ทั้งนี้ เป็นเพราะทางเหมืองที่คลองท่อมได้ติดต่อผู้บริหารบริษัท ฟลูออไรต์ พรอเซสซิ่ง ที่ผมทำงานอยู่ว่าจะขายแร่ให้กับโรงงานแต่งแร่ ที่ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ภารกิจของผมจึงเป็นภารกิจที่บริษัทมอบหมายและต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นจะไม่สู้ ปลอดภัย ด้วยปัญหาของผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ทางภาคใต้ก็ตาม
ผมได้ออกเดินทางโดยขับรถแลนด์โรเวอร์ไป จ.กระบี่แต่ผู้เดียว
จำได้ว่าเมื่อรถเข้าเขต อ.บางสะพานน้อยของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผมได้ขับรถทับงูใหญ่ ตัวหนึ่ง ซึ่งมันดิ้นทุรนทุรายจนตกขอบถนนไปลงพงหญ้าข้างทาง จะตายหรือไม่ผมไม่ได้ลงไปดู แต่ในใจรู้สึกผิดจึงขออโหสิกรรมว่า ขออย่าได้จองเวรต่อกันและกันเลย แล้วผมได้ขับรถต่อไปจนถึง จ.กระบี่
ถึงเช้าวันรุ่งขึ้นผมออกจากที่พักโรงแรมในตัวจังหวัดได้ ก็ขับรถแลนด์โรเวอร์มุ่งหน้าเข้าเหมืองที่คลองท่อมเลยทีเดียว โดยขับไปตามแผนที่ ขับเข้าไปในป่าสวนยางที่เป็นเส้นทางของเหมือง ขับไปเรื่อยๆ เพราะถนนขรุขระ ก่อนที่หูจะได้ยินเสียงอะไรผิดสังเกต
เหมือนเคาะยางเป็นจังหวะ "ป๊อก ป๊อก ป๊อก" ดังไม่หยุด จึงชะโงกหน้าก้มลงไปดู ได้แต่ตกตะลึงมอง เมื่อเห็นว่าที่ยางล้อหน้ารถมีงูเห่ากำลังไล่ฉกยางอยู่เป็นจังหวะ ขณะขับรถใจได้ตวัดไปนึกถึงงูตัวใหญ่ที่ขับรถทับเมื่อวานนี้
"งูตามมาล้างแค้น หรือถ้างูตาย ทำไมถึงกลับชาติมาเกิดเร็วนัก" ผมละล่ำละลักในใจ และเมื่อตั้งสติได้จึงเร่งเครื่องยนต์ตะบึงเข้าเหมืองไปโดยเร็ว
ทันทีที่รถถึงเหมือง ผมรีบบอกกับคนเหมืองคนแรกที่พบว่า "มีงูไล่ฉกรถมา ไม่รู้จะตามมาถึงนี่ หรือไม่" ในขณะที่คนเหมืองคนนั้นไม่ได้มีท่าทีแปลกใจ พูดกับผมหน้าตาเฉยว่า "รถเหมืองออกไปซื้อกับข้าว ก็เจออยู่เป็นประจำ" ผมก็ได้แต่นิ่งเงียบ
จากข้อมูลของคุณอภิวัฒน์ โตกฤษณะ ผู้ดูแลเหมืองอยู่ในช่วงเวลาปี 2519 ที่งูเห่าตัวนี้ออกปฏิบัติการไล่ล่ารถว่า งูเห่าได้ไล่ล่ารถอยู่นานเป็นเวลาร่วมปี ก่อนที่มันจะหายไปเองโดยไม่มีใครไปทำร้าย และเมื่อผมกลับไปที่เหมืองคลองท่อมนี้อีกกับมิสเตอร์ Bishop ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัท ไทยฟลูออไรต์์ พรอเซสซิ่ง คนใหม่ ก็ไม่พบงูเห่าตัวนั้นอีกแล้ว
ถ้าจะว่าตามอายุขัยของงูเห่าตัวนี้ จากปี 2519 มาถึงปี 2559 นี้ กาลเวลาก็คงจะฆ่ามันไปนานแล้ว
วันหนึ่งผมพาลูกสาว 2 คน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษามาเป็นเพื่อนในการสำรวจ
การสำรวจครั้งนั้นเกิดขึ้นในปี 2541 เมื่อบริษัท ชลประทานซีเมนต์ ไม่สามารถนำหินดินดานจากเขาเจ้าลายมาใช้งานได้อีกต่อไป งานสำรวจของผมจึงได้มุ่งเน้นไปที่ จ.เพชรบุรี และวันหนึ่งผมได้พาลูกสาวทั้งสองออกสำรวจในสนามด้วย
โดยผมจะให้ค้อนธรณีเล็กๆ ไว้กับลูกคนละอัน เดินสำรวจเลียนแบบผมไปเรื่อยๆ
ขณะที่ผมกำลังสำรวจอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนจัดในเที่ยงของวันนั้น ลูกสาว 2 คนของผม คงจะทนความร้อนจากแสงแดดไม่ไหว จึงได้หา ร่มพักโดยเดินเข้าไปหลบแดดอยู่กับบ่อดินแห่งหนึ่ง เพราะในบริเวณนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่อยู่เลย
เกิดเม็ดทรายร่วงลงมาในเวลาที่ลูกทั้งสองของผมขยับตัว เมื่อผมสังเกตเห็นจากบ่อดินนั้นด้วย สัญชาตญาณของนักธรณีวิทยา ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าบริเวณนั้นเป็นแหล่งทราย
ในระยะแรกๆ ผมยังไม่ค่อยมั่นใจนัก ด้วยคิดว่าทรายบริเวณนั้นน่าจะมาจากเทือกเขาใหญ่ที่อาจเป็นหินแกรนิต ซึ่งจะให้ทรายที่มีแอลคาไลสูง แต่ครั้นเมื่อใช้แว่นขยายส่องดูกลับไม่พบเศษหินแกรนิตปนอยู่เลย แสดงว่าได้พบแหล่งทรายที่มีแอลคาไลต่ำเข้าแล้ว แม้ว่าจะเป็นแหล่งเล็ก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้น
ผมได้เริ่มสำรวจหาแหล่งแร่ที่ใหญ่กว่า และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจภายหลังจากที่ผลการวิเคราะห์ทางเคมีออกมายืนยันแล้ว และในที่สุดต่อมา ผมก็ได้พบแหล่งทรายที่มีแอลคาไลต่ำในเขต อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
เป็นการช่วยให้โรงงานปูนซีเมนต์ชะอำสามารถลดต้นทุนลงไปได้มาก
โรงงานไม่จำเป็นต้องขนทรายชนิดนี้จากแหล่งทราย จ.ชัยนาทที่อยู่ห่างไกลจากโรงงาน ออกไปมากกว่า 300 กิโลเมตรอีกแล้ว อีกทั้งทรายตัวนี้ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตปูนเจาะน้ำมันที่จะได้กล่าวถึงต่อไป
เห็นไหมว่า ลูกช่วยพ่อได้ผลและเกิดประโยชน์จริง







