
เห็นอกเห็นใจตัวเองเมื่อผิดพลาด ดีจริงหรือ?
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสศึกษางานวิจัยด้านพัฒนาศักยภาพคน ว่าด้วยเรื่อง “ความเห็นอกเห็นใจตัวเองเมื่อผิดพลาด”
โดย ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ ภาพ : เอเอฟพี
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสศึกษางานวิจัยด้านพัฒนาศักยภาพคน ว่าด้วยเรื่อง “ความเห็นอกเห็นใจตัวเองเมื่อผิดพลาด” (Self-Compassion)
แล้วพบความจริงที่ประหลาดอย่างหนึ่งว่า ยิ่งเราเห็นใจตัวเองเมื่อล้มเหลวผิดพลาด เรายิ่งวางแผนชีวิตดี และชีวิตจะโฟกัสจนประสบความสำเร็จได้ไวขึ้น
เพราะเรารับมือกับปัญหาได้ โดยจัดการอารมณ์ตัวเองเป็น ปล่อยวางง่าย และมองหาทางออกท่ามกลางปัญหาเก่งขึ้น
จริงๆ เรื่องนี้จะว่าใหม่ก็ไม่เชิง เพราะมีคนศึกษาเอาไว้มากทีเดียว
บทความภาษาไทยก็พอมีให้อ่านอยู่บ้างพอประมาณ โดยเฉพาะนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านปรัชญาศาสนา จะมีเรื่องของหลักเมตตาประกอบคำสอนให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเป็นทุนอยู่แล้ว
แต่ทว่าหลายคนยังเข้าใจคำนี้ผิดๆ เพราะคิดว่าการ “เห็นอกเห็นใจตัวเอง” มันไม่ต่างจากการสงสารตัวเอง (Self-Pity) การตามใจตัวเอง (Self-Indulgence) หรือไม่ก็เป็นความเห็นแก่ตัว มองตัวเองก่อน โดยไม่มองความต้องการคนอื่น (Self-Absorbsion)
ทางจิตวิทยา คำว่า “เห็นอกเห็นใจตัวเอง” หรือ Self-Compassion ซึ่งต้องให้เกียรติเจ้าของทฤษฎี คืออาจารย์ Kristin D.Neff นักจิตวิทยาสาวจากมหาวิทยาลัยเทกซัส (ที่เอาเรื่องนี้มาพูดใน TEDx จนโด่งดังพอควร) เธอสรุปว่า คำคำนี้มันประกอบด้วยทักษะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1.ความสามารถในปลอบใจตัวเองให้สู้ เมื่อชีวิตเจอปัญหา (Self Kindness)
สิ่งนี้จะช่วยกันเราไม่ให้สงสารตัวเอง จนนำไปสู่ความรู้สึกสมเพช ปรักปรำตัวเอง อับอายไม่กล้าสู้คนหรือสังคม เพราะคิดไปแล้วว่า เราไม่มีค่าพอ คนที่ชอบกดดัน ลงโทษตัวเอง และไม่สามารถอภัยตัวเองกับการตัดสินใจพลาดต่างๆ ในชีวิต จะทำให้เขาไม่สามารถปลอบใจตัวเองให้หลุดจากสภาพแย่ๆ ได้ ความคิดจะวนกลับไปกลับมา เพราะหาทางออกอะไรไม่เจอ และไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับอะไรได้อีก
2.ความสามารถในการมองปัญหาตัวเอง ว่าไม่ต่างจากคนอื่นๆ รอบตัว (Common Humanity)
คนที่เห็นอกเห็นใจตัวเองไม่เป็น จะปลีกตัวแบบจงใจ เพราะเขาคิดว่า เขาคือคนที่โชคร้ายที่สุด สิ่งที่เขาเจอ เขากลับมองว่าเป็นปัญหาที่เขาเท่านั้นเข้าใจมันได้ เขามองตัวเองว่าโชคร้ายว่าคนอื่นๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งในความเป็นจริง ทุกปัญหาที่มนุษย์เจอ เรามีเพื่อนจำนวนมากที่กำลังเผชิญสิ่งเดียวกัน และเผลอๆ อาจมากจน ถ้าเอามารวมกันทั้งหมดในสถานที่เดียวกัน เราจะเห็นเลยว่า คนที่เผชิญความทุกข์หนักใจแบบเราอาจมีอีกหลายล้านคน และกำลังต้องการพลัง ความหวังให้สู้ต่อแบบเดียวกันกับเรา
3.ความสามารถในการอยู่กับความเป็นจริงทุกด้านของชีวิต ทั้งสุขและทุกข์ จนถือว่าเป็นเรื่องปกติ (Mindfulness)
ความสามารถนี้ทำให้เราไม่สั่นคลอนไปตามอารมณ์ลบๆ ที่มากระทบใจ รับรู้ทุกความรู้สึก รวมถึงข้อดี ข้อด้อยของตัวเองและคนอื่น และไม่โทษใคร มองทางออกตามความเป็นจริง สิ่งนี้คนไทยเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ง่ายๆ คือ มีสติ รับมือกับทุกเรื่องที่เข้ามา ไม่รีบตัดสินใจไปตามอารมณ์ที่มากระทบกับเรา รับรู้อารมณ์ลบๆ ที่เกิดขึ้น แต่ไม่ตอบสนองตามอารมณ์นั้นๆ ตรงกันข้าม เราสามารถพิจารณาอารมณ์ที่เข้ามากระทบด้วยความเข้าใจ ไม่สั่นไหว แต่พร้อมจะมองความจริงจากทุกมุม จนค่อยๆ พบทางออก
ทักษะการเห็นอกเห็นใจตัวเองนี้ ให้ผลตรงกันข้ามกับความสงสารตัวเอง ตามใจตัวเอง หรือความเห็นแก่ตัว เพราะจะทำให้เรา
1.สงสารตัวเองน้อยลง
เพราะในเมื่อเราไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหา แต่คนอีกหลายล้านคน ต่างที่ต่างเวลา ก็กำลังเจอปัญหาแบบเดียวกันกับเรา ทำให้เราไม่รู้สึกเหมือนว่า โลกนี้ช่างโหดร้าย ปล่อยให้เราเจอกับปัญหานี้ตามลำพัง แต่มันทำให้เราปลง พยายามคอยดูว่า คนอื่นที่เจอปัญหาคล้ายเรา เขาค่อยๆ พบทางออกอย่างไร? เราก็สามารถปลอบใจตัวเองให้ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำสิ่งที่ทำได้ก่อน เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นได้
2.ตามใจตัวเองน้อยลง
เวลาเราเห็นใจตัวเอง ปลงและยอมรับสิ่งที่เกิด จะทำให้เราเรียกร้องจากคนอื่นน้อยลง แล้วหันมาดูสิ่งที่ตัวเองทำได้มากขึ้น เพราะคนที่ชอบให้คนอื่นตามใจตัวเองคือ คนที่มองว่าตัวเองโชคร้ายกว่าคนอื่น มีความสามารถในการหาความสุขได้ด้วยตัวเองยากกว่าคนอื่น สรุปง่ายๆ คือเขาไม่ค่อยเชื่อว่าตัวเองมีอะไรดีในตัว และความสุขก็เกิดจากการตอบสนองของคนรอบตัว มากกว่าตัวเองตอบสนองความสุขให้ตัวเอง
3.เห็นแก่ตัวน้อยลง
แน่นอน คนที่เห็นอกเห็นใจตัวเองเป็น จะไม่คอยเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่น ถ้าเขาจะทะเยอทะยาน พยายามปูศักยภาพตัวเอง เขาจะมองเป้าหมายที่เขาตั้งเองเท่านั้น คนเห็นแก่ตัว คือคนที่ไม่สามารถก้าวข้ามชีวิตที่เปรียบเทียบกับคนอื่นได้ ยิ่งถ้าเห็นใครดีกว่าตัว เขาจะยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะคิดว่า ชีวิตเขาแย่ เขาไม่มีเวลาไปช่วยคนอื่น และจะไม่เสียเวลาให้กำลังใจหรือรักคนอื่น
เราจะเห็นได้เลยว่า คำว่า “เห็นอกเห็นใจ” ตัวเอง โดยเฉพาะเวลาเราตัดสินใจผิดพลาดจนอภัยตัวเองยาก อาจเป็นทักษะสร้างสุขที่แท้จริงขั้นพื้นฐานที่เราอาจลืม เพราะมัวแต่กดดันตัวเองให้เก่ง ให้ดีกว่าคนอื่น ในยุคที่อยู่ยากกว่าเก่า (แม้พยายามอยู่ให้เป็น) ก็เป็นได้







