
ดันเอสเอ็มอีดิจิทัล
"สมคิด" ขอหัวเว่ยช่วยพัฒนาความเข้มแข็งการค้า ยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ดิจิทัล
"สมคิด" ขอหัวเว่ยช่วยพัฒนาความเข้มแข็งการค้า ยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ดิจิทัล
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ลงนามข้อตกลงในการร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ในด้านการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะเน้นการพัฒนาบุคลากร โดยการลงนามมีขึ้นเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2560
ทั้งนี้ นายกัวผิง ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร หมุนเวียนตามวาระ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ได้เข้าหารือและรายงานความคืบหน้าความร่วมมือกับประเทศไทยในโครงการต่างๆ โดยทางฝ่ายไทยได้ตอกย้ำถึงประเด็นที่ทางไทยต้องการความช่วยเหลือจากบริษัท หัวเว่ย ใน 2 เรื่อง ได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งทางการค้า อะไรที่สามารถสนับสนุนความเข้มแข็งในการค้าขายได้อยากให้สนับสนุน และเรื่องการร่วมพัฒนาเอสเอ็มอีให้ไปสู่ดิจิทัล โดยขอให้ทางหัวเว่ยไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) ถึงการเข้าไปดำเนินการโครงการต่างๆ ต่อไป
สำหรับโครงการต่อไปที่หัวเว่ยจะเข้ามาดำเนินการ คือการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากหัวเว่ย มีความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที)
"ตอนนี้ถือว่ารายใหญ่ของผู้ประกอบการด้านดิจิทัลระดับโลกเข้ามาเมืองไทยครบแล้ว และอีกไม่นานลาซาด้าก็จะเปิดตัวโครงการสำคัญ ความเคลื่อนไหวนี้ เป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย" นายสมคิด กล่าว
ด้าน นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า สาระสำคัญในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนด้านการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ 1.มุ่งสร้างความร่วมมือเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ คอมพิวติ้ง 2.มุ่งพัฒนาคนดิจิทัล โดยมีโครงการนำเด็กไทยไปศึกษาดูงานระยะสั้นที่หัวเว่ย เมืองเสิ่นเจิ้น 3.การลงทุนด้านดิจิทัลของหัวเว่ยในประเทศไทย และ 4.มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน
ทั้งนี้ โครงการแรกภายหลังลงนาม เอ็มโอยูดังกล่าว คือ การสร้างคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนเบื้องต้นมีมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ 3 ด้านหลัก ได้แก่ข้อมูลด้านภัยพิบัติ ข้อมูลด้านบริการสาธารณะ และข้อมูลภาครัฐ (Government Data Center)
สำหรับการลงนามในเอ็มโอยูเป็นการร่วมมือต่อเนื่องจากการเยือนเขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่นายสมคิดนำคณะนักลงทุนไทยไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงดีอีและสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจ การค้าสารสนเทศ นครเสิ่นเจิ้น ได้มีการลงนามข้อตกลงใน 3 หลักการ คือ 1.การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ด้านดิจิทัลร่วมกัน 2.การแลกเปลี่ยนบุคลากร และ 3.เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ของจีนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาดิจิทัลพาร์คของไทย ซึ่งไทยมองว่าฮ่องกงและจีนเป็นพื้นที่เดียวกันในการ เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเส้นทาง วันเบลต์วันโรด







