
แบงก์รัฐไม่พ้น บ่วงประชานิยม
กนกวรรณ บุญประเสริฐในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นช่วงที่น่าสนใจในการดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากไปจนถึงการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นช่วงที่น่าสนใจในการดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากไปจนถึงการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
ส่วนเรื่องปากท้องประชาชนนั้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชูธงการใช้นโยบายประชารัฐเป็นเครื่องมือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยให้มีการรวมเอาพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะอยู่ในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ มาใช้
ถ้ามาพลิกดูเฉพาะโครงการ ที่ทำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ แม้ชื่อจะเปลี่ยนไปแต่ก็มีโครงการที่ออกมาคล้ายถอดด้าม หรืออาจเรียกว่าต่อยอดการพัฒนามาจาก "โครงการประชานิยม" สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
และโครงการภาคต่อของประชานิยมที่ทำกันมาต่อเนื่องแทบทุกรัฐบาล เช่น มาตรการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. การปล่อย สินเชื่อซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี โดยยืมเงินธนาคารออมสิน ทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) รวม 3 รอบ หรือ 3 ระยะ มีวงเงินรวม 1.8 แสนล้านบาท ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0.1% ให้สถาบันการเงิน 18 แห่ง เพื่อไปปล่อยกู้ต่อให้ผู้ประกอบการคิดดอกเบี้ย 4% ระยะเวลา 7 ปี
มาตรการกองทุนเวนเจอร์ (กองทุนร่วมทุน) ผ่านการร่วมลงทุนในเอสเอ็มอีระยะเริ่มต้น (Start-up) วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท หรือแห่งละ 2,000 ล้านบาท จาก 3 แบงก์รัฐ คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์
ขณะที่ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เห็นชอบอนุมัติงบ 3.5 หมื่นล้านบาท ให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เป็น ผู้ดำเนินการสนับสนุนเงินให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำนวน 7.95 กองทุน ในวงเงินกองทุนละไม่เกิน 5 แสนบาท เพื่อใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน เช่น ยุ้งฉางชุมชน โรงตากพืชผลการเกษตร โรงผลิตปุ๋ย ฯลฯ เป็นต้น
ล่าสุดเปิดการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือคนจน ซึ่งรอบนี้มีคนผ่านคุณสมบัติกว่า 11.6 ล้านราย แต่พัฒนาระบบให้มีการทำเป็นบัตรสวัสดิการแจก สามารถเก็บรวบรวมฐานข้อมูลของคนที่เข้าโครงการได้
เบื้องต้นพบคนมีหนี้นอกระบบ 1.3 ล้านราย โครงการแก้หนี้คนจนที่ให้ ธ.ก.ส. และออมสินปล่อยกู้เพื่อแก้หนี้นอกระบบแห่งละ 5,000 ล้านบาท รวมกันเป็น 1 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน ให้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท เป็นเวลา 5 ปี
โดยครั้งนี้รัฐบาลสนับสนุนการแก้ไขหนี้นอกระบบ ด้วยการยอมชดใช้หนี้เสียให้กับทั้งสองธนาคารในสัดส่วน 40% เพื่อธนาคารไม่ต้องกังวลเรื่องการปล่อยกู้ พร้อมขยายวงเงินกู้อีกถ้ามีความต้องการ ซึ่งในส่วนของวงเงินคาดว่าจะปล่อยกู้ได้เกือบครบแล้ว แต่มีการต่อยอดเรื่องการพัฒนา อบรมผู้ที่ต้องการจะขอสินเชื่อให้มีหลักสูตรที่เข้มข้นมากขึ้น และประสานหาตลาดรองรับกรณีที่มีการออกผลิตภัณฑ์
ขณะที่โครงการประชานิยม หรือ Populism ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือว่าได้ผล ในทางการเมือง เพราะได้รับความ นิยมจากประชาชนคนฐานราก
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2544-2549 ช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกโครงการประชานิยมแบบเซตใหญ่ เป็นต้นกำเนิดของโครงการพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย 3 ปี และการลดภาระหนี้ผ่าน ธ.ก.ส. การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง การ ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและ ชุมชน (เอสเอ็มแอล) โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค หรือโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
แถมยังมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เรียกชื่อกันติดปากว่า "ทัวร์ นกขมิ้น" ที่ว่ากันว่ามีการนำเงินรายได้จากการออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว ที่ไม่ได้นำส่งเข้าคลัง แต่เอามาใช้จ่ายในระหว่างที่ลงพื้นที่ ทั้งหมดนี้สร้างภาพทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลายเป็นนายกฯ ที่กุมหัวใจของคนยากจนไว้ได้เกือบทั้งประเทศ
ผ่านมาหลายรัฐบาลตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โครงการประชานิยมบางตัวยังใช้เป็นเครื่องมือที่หาเสียงได้ดี และยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าล้มเลิกโครงการเหล่านี้
จนโครงการประชานิยมกลับมาผงาดขึ้นอีกครั้งในสมัยของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ช่วงปี 2554-2557 ได้แก่ โครงการลดภาษีรถคันแรก การยกเว้นภาษีบ้านหลังแรก การเพิ่มรายได้ให้ข้าราชการ โครงการแจกแท็บเล็ตฟรี โครงการที่เกี่ยวข้องกับแบงก์รัฐ ที่สำคัญคือโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด และยังทำโครงการพักหนี้ให้เกษตรกรต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ดี ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนจะออกโครงการประชานิยมหรือประชารัฐ ถ้าเป็นโครงการที่ดีถือว่ามีประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างโครงการธนาคารประชาชน ช่วยคนฐานรากเข้าถึงสินเชื่อกู้เงินหลักหมื่นจากธนาคารออมสินมาได้หลายล้านราย ไม่ต้องไปพึ่งแต่เจ้าหนี้นอกระบบ โครงการกองทุนหมู่บ้านที่ใส่เงินเข้าไปแล้วเป็นหลักแสนล้านบาท มีทั้งที่ใส่เงินแล้วช่วยให้ชุมชนเกิดการจ้างงาน มีเงินพัฒนายกระดับการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาสินค้าโอท็อป รับกระแสท่องเที่ยววิถีไทย แต่ก็มีหลายหมื่นหมู่บ้านที่ยังไม่ได้มาตรฐานก็ต้องเอาข้อมูลมาสังเคราะห์ใหม่
ขณะที่การปล่อยกู้เอสเอ็มอีและ ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพยังต้องรอดูผลว่าจะหมู่หรือจ่า คาดว่าปีหน้าจะเห็นความชัดเจนว่ากระแสปั้นสตาร์ทอัพที่อยากให้แบงก์รัฐอัดสินเชื่อเข้าระบบจะไปถึงเป้าหมายหรือไม่ แต่ถ้าพลาดเป้าก็จะกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เหมือนโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร ที่ปล่อยกู้ไปกลายเป็นหนี้เสียถึง 3 หมื่นล้านบาท ยังต้องมาตามทวงหนี้กันจนถึงวันนี้
แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังจะใส่เข้าไปในโครงการประชารัฐ คือ การส่งเสริมเรื่องความรู้ การอบรมอาชีพ ทั้งในส่วนคนที่กู้เพื่อแก้หนี้นอกระบบ และ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีการทำฐานข้อมูลเพื่อรวบรวมเป็นบิ๊กดาต้า เพื่อหวังให้การออกมาตรการหลังจากนี้จะไม่เป็นเพียงการอัดแต่เงินเข้าระบบ แต่จะต้องช่วยยกระดับรายได้คนเหล่านี้ให้พ้นกับดักความยากจนให้ได้ในอนาคต n







