
จีนลงทุนนอกฮวบกว่า40%
ยอดการลงทุนต่างประเทศของจีนร่วงกว่า 40% ใน 10 เดือน หลังรัฐบาลเข้มซื้อกิจการต่างชาติ-คุมเงินไหลออก
ยอดการลงทุนต่างประเทศของจีนร่วงกว่า 40% ใน 10 เดือน หลังรัฐบาลเข้มซื้อกิจการต่างชาติ-คุมเงินไหลออก
กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ นอกภาคการเงินของจีน ลดลง 40.9% อยู่ที่ 8.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.83 ล้านล้านบาท) ช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. 2017 หลังรัฐบาลจีนออกมาตรการควบคุมเงินไหลออกนอกประเทศและการซื้อกิจการต่างชาติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินหยวนและลดความเสี่ยงในระบบการเงิน
กระทรวงระบุว่า การลงทุนในช่วง 10 เดือนแรกอยู่ในธุรกิจบริการเชิงพาณิชย์ การผลิต ค้าปลีก และเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก โดยไม่มีการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ด้านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจความบันเทิงและกีฬา ซึ่งรัฐบาลจีนมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากกว่า
ขณะที่การลงทุนในบรรดาประเทศโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง (One Belt, One Road) ปรับขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วน 13% อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.62 แสนล้านบาท) ของการลงทุนทั้งหมด จากสัดส่วนดังกล่าวที่ 8.3% เมื่อปีที่ผ่านมา
ด้านรอยเตอร์สรายงานว่า แม้จีนจำกัดการลงทุนในธุรกิจบางประเภท แต่รัฐบาลเน้นว่ายังต้องการเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ และกระตุ้นให้บริษัทจีนขยายธุรกิจไปทั่วโลกเพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ทอม โอลิก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า แม้การควบคุมเงินทุนไหลออกและการปราบปรามการซื้อกิจการในต่างประเทศจะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าอย่างหนักก่อนหน้านี้ แต่หากใช้มาตรการคุมเข้มดังกล่าวในระยะยาวจะบั่นทอนการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกของจีนผ่านโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง
ทั้งนี้ ความเสี่ยงในระบบการเงินเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของรัฐบาลจีน โดยเมื่อวันที่ 16 พ.ย. คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคาร (ซีบีอาร์ซี) ออกกฎเพิ่มการกำกับดูแลธนาคารเฉพาะกิจ 3 แห่งเป็นครั้งแรก ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศจีน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าจีน และธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตรของจีน ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ ที่รวมถึงโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง
ซีบีอาร์ซีระบุว่า กฎดังกล่าวจะมีผลนับตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งจะเพิ่มการควบคุมนโยบายต่างๆ ของธนาคารเฉพาะกิจให้มีเสถียรภาพ และป้องกันความเสี่ยงต่อระบบการเงิน โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารเฉพาะกิจไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎการกำกับนโยบายดังกล่าว
รอยเตอร์สเสริมว่า รัฐบาลจีนออกกฎดังกล่าวหลังยอดการปล่อยกู้โดยรวมของทั้ง 3 ธนาคาร ปรับขึ้นแตะ 17.41 ล้านล้านหยวน (ราว 86 ล้านล้านบาท) ขณะที่สินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารดังกล่าวอยู่ที่ 25 ล้านล้านหยวน (ราว 124 ล้านล้านบาท) ช่วงสิ้นเดือน ก.ย.
รายงานระบุว่า จีนพยายามลดความเสี่ยงทางการเงินด้วยการควบคุมการก่อหนี้ทั้งในภาคธนาคารและภาคเอกชน รวมถึงออกมาตรการบรรเทาภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน
ด้าน หวง อี้ฟาน รองประธานคณะกรรมาธิการการเงินและเศรษฐกิจจีน เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคการเงินจีนเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่แตก เนื่องจากปัญหาหนี้สินในระดับสูงจากการปล่อยสินเชื่อ โดยหวงเสริมว่า รัฐบาลพิจารณาเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตอันใกล้นี้







