
คอลัมน์ไฟแนนเชียลไดเจสต์
PJW ขาดทุน
PJW ขาดทุน
นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก (PJW) ชี้แจงถึงผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่ประสบภาวะขาดทุน 15 ล้านบาท พลิกจากกำไรช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 34 ล้านบาท ว่า สภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ไม่ดีเท่าที่ควรทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นลดลงอย่างมาก รวมถึงบรรจุภัณฑ์นมและนมเปรี้ยวที่ลดลงจากการส่งออกของลูกค้าที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ด้านชิ้นส่วนยานยนต์ก็มียอดขายลดลง ทำให้ไม่มีรายได้ค่าโมลด์และทูลลิ่งเหมือนปีก่อน สำหรับโรงพ่นสียอดขายลดลงจากปีก่อนเนื่องจากอยู่ในช่วงปลายโมเดล
บริษัทประเมินว่าในปีหน้ารายได้ในภาพรวมทั้งปีจะขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยมีแรงสนับสนุนการเติบโตมาจากยอดขายนิวโมเดลของชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากในปี 2560 อยู่ในช่วงออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการที่กำลังจะเป็นงานขายเพื่อเชิงพาณิชย์ในปี 2561 ในส่วนของโรงพ่นสี โดยฝ่ายบริหารยังคงเน้นย้ำการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น นอกจากนี้ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตในประเทศจีน โดยได้เริ่มมีการศึกษาในหลายมิติ และวางแผนขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในประเทศจีนอีกด้วย โดยคาดว่าปี 2561 ยอดขายบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของประเทศจีนจะเติบโตได้ถึง 20-30%
KTIS กำไรกระโดด
นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ KTIS เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 กลุ่ม KTIS มีรายได้รวม 15,305.3 ล้านบาท สูงกว่าปี 2559 ทั้งปีที่มีรายได้รวม 15,086.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิงวด 9 เดือน 1,140.2 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปี 2559 ถึง 4,307%
"รายได้ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะทำรายได้ในปี 2560 นี้ ได้เกิน 2 หมื่นล้านบาท โดยกำไรสุทธิในระดับ 1,140 ล้านบาท ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ" นายณัฎฐปัญญ์ กล่าว
สำหรับผลผลิตอ้อยของฤดูกาลผลิตปี 2560/2561 นี้ หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมน้ำตาลทั้งประเทศ พบว่าแม้พื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยอยู่บ้าง แต่คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตอ้อยจะสูงถึงกว่า 100 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนที่มีปริมาณผลผลิตอ้อย 93 ล้านตัน และในส่วนของปริมาณอ้อยของกลุ่ม KTIS จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
GJS แจ้ง GSTEL เบี้ยวหนี้
น.ส.พรรณี ตานะประทีปกุล เลขานุการบริษัท จีเจสตีล (GJS) แจ้งว่า บริษัทไม่ได้รับการชำระหนี้เงินต้นค้างชำระ 94 ล้านบาท และดอกเบี้ย 5.57 ล้านบาท รวมหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระทั้งหมด 99.57 ล้านบาทจาก บริษัท จี สตีล (GSTEL) ผู้ถือหุ้นของบริษัท 18.97% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทเมื่อครบกำหนดชำระคืนเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากทาง GSTEL ประสบปัญหาสภาพคล่องและมีหนังสือทวงถามหนี้ที่ผิดนัดชำระจากเจ้าหนี้รายใหญ่บางราย
ทั้งนี้ บริษัทให้กู้แก่ GSTEL เพื่อช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจและเป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราว เนื่องจาก GSTEL อยู่ในระหว่างการจัดหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก รวมทั้งการปรับโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแรงยิ่งขึ้น GSTEL มีจดหมายแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2560
บริษัทจะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อทวงถามหนี้ที่ค้างชำระอยู่ผ่านกระบวนการของศาลล้มละลายกลาง โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกรายเป็นสำคัญบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของ GSTEL แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทมีนโยบายการบริหารงานและธุรกรรมต่างๆ ที่เป็นอิสระและแยกจากกันกับการบริหารของ GSTEL อย่างชัดเจน โดยยังคงดำเนินธุรกิจและบริหารงานตามปกติ







