
ทิศทางดิจิทัลไทย
ปิยนุช ผิวเหลือง วันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (ICTSEC) จัดงานประชุมใหญ่ประจำปี ภายใต้หัวข้อ "SOE Digital Transformation for Thailand 4.0" โดยมี รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดงานพร้อมทั้งมีการจัดเสวนาหลายหัวข้อที่เกี่ยวกับมิติด้านดิจิทัลในประเทศไทย
ปิยนุช ผิวเหลือง
วันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (ICTSEC) จัดงานประชุมใหญ่ประจำปี ภายใต้หัวข้อ "SOE Digital Transformation for Thailand 4.0" โดยมี รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดงานพร้อมทั้งมีการจัดเสวนาหลายหัวข้อที่เกี่ยวกับมิติด้านดิจิทัลในประเทศไทย
พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า การที่รัฐวิสาหกิจจะเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0 ต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยใช้เทคโนโลยีใหม่พัฒนาสินค้าและบริการเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไป รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆ โดยการเน้นพัฒนาในเชิงรุก ในส่วนภาครัฐได้มีการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาโครงการพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน การผลักดันนโยบายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาคนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในยุคดิจิทัล เป็นต้น
ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยผ่านเวทีสัมมนาหัวข้อ "Innovation Platform for Digitalization" ว่า รูปแบบนวัตกรรมในโลกดิจิทัล จะเป็นนวัตกรรมรูปแบบเปิด ซึ่งเมื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสามารถคิดค้นนวัตกรรมและประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ พื้นที่อื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ทั้งนี้ ผู้ที่จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล ต้องเป็นผู้รู้จริงในการปรับใช้นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ด้วย ซึ่งที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาลสนับสนุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน ซึ่งเมื่อสามารถเข้าถึงได้แล้วนั้นต้องรู้วิธีการใช้งานที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐเตรียมพร้อมให้กับสังคมควบคู่กันไป
ขณะที่สิ่งสำคัญที่สุด ประเทศไทยต้องรู้จุดยืนในการพัฒนาด้านดิจิทัลเพื่ออะไร ซึ่งภาครัฐวางตำแหน่งประเทศในการพัฒนาดิจิทัลด้านไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง ไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีความถนัด ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ สู่ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้เชื่อมโยงกับไอโอที ในทุกกระบวนการของอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ภาครัฐยังเน้นด้านการพัฒนาแอพพลิเคชั่นในหน่วยงานต่างๆ การสนับสนุนเงินทุนแก่สตาร์ทอัพ และการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเกิดสตาร์ทอัพ อีกทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถดึงดูดการลงทุนของภาคส่วนดิจิทัลในประเทศ
ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้ง RISE และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคฟิว่า แบ่งปันประสบการณ์ผ่านเวทีสัมมนาเดียวกันว่า นวัตกรรมในองค์กรสามารถสร้างได้ใน 2 วิธี ได้แก่ 1.การสร้าง "นวัตกร" ในองค์กรของตนเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ง่าย และ 2.การดึงนวัตกรรมจากภายนอกเข้ามาใช้ในองค์กร ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันพบว่าไทยมีสตาร์ทอัพจำนวนไม่น้อย ซึ่งขาดเงินทุนในการพัฒนา และขาดกลุ่มลูกค้าในมือเพื่อขยายผลิตภัณฑ์ ดังนั้นสตาร์ทอัพและบริษัทควรทำงานร่วมกัน สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ สตาร์ทอัพเป็นผู้คิด และบริษัทเป็นผู้ปรับใช้ และกระจายต่อลูกค้า
"เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ได้ด้วยการคิดแบบเดิมๆ" ศุภชัย กล่าว ดังนั้นเอกชนและผู้คิดค้นนวัตกรรมจึงต้องทำงานร่วมกัน อีกทั้งเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการทำธุรกิจ สำนวนปลาใหญ่กินปลาเล็ก จึงเปลี่ยนสู่ปลาเร็วกินปลาช้า
สำหรับจำนวนสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีจำนวนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่เงินทุนสนับสนุนแก่สตาร์ทอัพอยู่ในอันดับที่ 5 ซึ่งเป็นลำดับที่ไม่สูงมากนัก แต่ถึงอย่างไรกลุ่มผู้ลงทุนในประเทศสูงขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต โดยปัจจุบันไทยมีกลุ่มผู้ลงทุน (VC) ประมาณ 100 ราย จาก 4-5 ปีก่อนที่มีเพียง 5 ราย ซึ่งมองว่าสิ่งที่จะดึงดูดกลุ่มผู้ลงทุนสตาร์ทอัพ ปัจจัยหนึ่งคือ กฎระเบียบ และกฎหมายคุ้มครอง โดยเป็นหน้าที่ของภาครัฐซึ่งกำลังค่อยๆ พัฒนาให้เห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานระหว่างหน่วยงานราชการให้มีความรวดเร็วขึ้น n







