
เศรษฐีน้ำมันถังแตก แขวน ‘เวเนฯ’ เบี้ยวหนี้
นันทิยา วรเพชรายุทธหากย้อนกลับไปในช่วงราว 2 ทศวรรษก่อน โลกสังคมนิยมฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกาคงไม่มีใครไม่รู้จัก "ป๋า" หรือ Sugar Daddy ซึ่งเป็นอีกชื่อเล่นหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการที่ใช้เรียก "เวเนซุเอลา"
นันทิยา วรเพชรายุทธ
หากย้อนกลับไปในช่วงราว 2 ทศวรรษก่อน โลกสังคมนิยมฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกาคงไม่มีใครไม่รู้จัก "ป๋า" หรือ Sugar Daddy ซึ่งเป็นอีกชื่อเล่นหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการที่ใช้เรียก "เวเนซุเอลา"
เพราะในยุคที่ราคาน้ำมันยัง เฟื่องฟูในกำมือของกลุ่มโอเปก และ ยังไม่มีเชลออยล์หรือเทคโนโลยีใดๆ มากลบอิทธิพลของน้ำมันในขณะนั้นได้ ทำให้เวเนซุเอลาซึ่งมีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในละตินอเมริกา อยู่ในสถานะมั่งคั่งจนเป็นเหมือน "พี่ใหญ่" ของโลกสังคมนิยมในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และแคริบเบียน จนถึงกับมีโครงการ Petrocaribe ที่ช่วยขายน้ำมันในราคาถูกให้กับประเทศบ้านพี่เมืองน้อง เช่น ฮอนดูรัส จาเมกา และคิวบา
อย่างไรก็ตาม ในเวลาผ่านไปไม่ถึง 20 ปี ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันดิบสำรองถึง 85% ในละตินอเมริกา ก็กลับกลายสภาพเป็นประเทศ "ถังแตก" อย่างเป็นทางการ เมื่อบริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประกาศขึ้นสถานะ "ผิดนัดชำระหนี้บางส่วน" หรือ "Selective Default : SD" กับรัฐบาลเวเนซุเอลา เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้พันธบัตร 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,600 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมาได้ ทั้งที่ได้รับการผ่อนผันจากกำหนดเดิมมาแล้ว
แม้นี่จะไม่ใช่การเบี้ยวหนี้ครั้งแรกของเวเนซุเอลา และหลายประเทศทั่วโลกแม้แต่สหรัฐหรือญี่ปุ่นต่างก็เคยมีประสบการณ์ถูกขึ้นบัญชีดำเรื่องนี้กันมาแล้วทั้งนั้น แต่ครั้งนี้ถือว่าต่างออกไปและอาจเรียกได้ว่าน่าห่วงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์เบี้ยวหนี้ของประเทศกรีซ เมื่อปี 2015 เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่เวเนซุเอลาอยู่ในสภาพย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี และเสี่ยงนำไปสู่วิกฤตการณ์อย่างเต็มรูปแบบตามมา
เอสแอนด์พีได้ประกาศขึ้น บัญชี SD ในอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศของเวเนซุเอลา พร้อมระบุว่า มีโอกาสถึง 1 ใน 2 หรือมีความเป็นไปได้ถึง 50% ที่รัฐบาลกรุงคาราคัส จะผิดนัดชำระหนี้อีกภายใน 3 เดือนข้างหน้า
เพราะนอกจากการผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินต่างประเทศ 2 รายการ รวม 200 ล้านดอลลาร์ที่เป็นต้นเหตุให้ถูกแขวน SD แล้ว รัฐบาลประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ก็ยังมีรายการหนี้อีกยาวเป็นหางว่าว สวนทางกับเงินทุนระหว่างประเทศที่ร่อยหรอ พร้อมไร้วี่แววการหารายได้เพิ่มและการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็น รูปธรรมเพียงพอ
ปัจจุบัน เวเนซุเอลายังมีหนี้ที่ เกินกำหนดค้างชำระและอยู่ในระยะผ่อนผันอีก 4 รายการ ถึง 420 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 1.4 หมื่นล้านบาท) ในจำนวนนี้ไม่รวมหนี้ทั้งหมดที่ต้องชำระอีก 1,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.63 หมื่นล้านบาท) ภายในสิ้นปีนี้ และอีก 8,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.64 แสนล้านบาท) ในปีหน้า
ที่น่าห่วงก็คือ มูลหนี้ดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของเวเนซุเอลาเหลือไม่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ไม่ถึง 3.3 แสนล้านบาท) หรือน้อยกว่าทุนสำรองของประเทศไทยถึงราว 20 เท่า
ไม่ใช่เพียงแต่รัฐที่ถังแตกเท่านั้น ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปในประเทศยังอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพงไม่แพ้ช่วงหลังสงครามโลก อัตราเงินเฟ้อ 9 เดือนแรกของปีนี้พุ่งไปแตะ 536.2% คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตบนโครงการปันส่วนอาหารของรัฐ และมีรายงานจากสื่อหลายสำนักว่ามีคนยากจนถึงขั้นต้องคุ้ยถังขยะเพื่อหาของกินมาประทังชีวิต
แม้ปัจจุบัน ราคาน้ำมันโลกจะ เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างกับราคาที่ขึ้นไปทะลุ 64 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่งในเดือน พ.ย.นี้ จากปัจจัยที่กลุ่มโอเปกและนอกโอเปกจะลดกำลังการผลิตต่อ ปัจจัยการเมืองภายในซาอุดิอาระเบีย และปัจจัยที่น้ำมันสำรองในสหรัฐลดลง โดยผลิตเพิ่มไม่ทันความต้องการใช้ของโลกที่สูงขึ้น แต่ลำพังข่าวดีกับราคาแพงอาจ ไม่พอที่จะช่วยเวเนซุเอลาได้
จากข้อมูลของโอเปกพบว่า กำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลดลงจนอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 28 ปี หรือผลิตได้ 1.863 ล้านบาร์เรล/วันเท่านั้น เนื่องจากติดปัญหาค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย และยังติดข้อจำกัดเรื่องการถูกคว่ำบาตรทางการเงินด้วย
สภาวะที่แทบจะไร้หนทางข้างต้นจึงอาจพออธิบายได้ว่าเหตุใด รัฐบาลของมาดูโรจึงไม่สามารถออกแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นรูปธรรมให้ เจ้าหนี้พอมีหวังได้บ้าง
รอยเตอร์สรายงานว่า ในการพบหน้ากันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้เพื่อเจรจาประนอมหนี้เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา สิ่งที่ฝ่ายลูกหนี้นำโดยรองประธานาธิบดี ทาเร็ก เอล เอส ซามี และรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ไซมอน เซอร์ปา เสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่ราว 100 คนนั้น มีเพียงการมอบช็อกโกแลตและกาแฟให้ติดไม้ติดมือไปกินปลอบใจที่บ้านเท่านั้น แต่ไม่มีแผนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างที่ควรจะเป็น
"ไม่มีข้อเสนอ เงื่อนไข หรือยุทธศาสตร์อะไรเลย ไม่มีอะไรทั้งนั้น พวกเขาพลาดโอกาสไปแล้ว" เจ้าหนี้ผู้ร่วมเจรจารายหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์สถึงผลการเจรจาประนอมหนี้ที่มีมูลหนี้รวมถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ (เกือบ 2 ล้านล้านบาท) ก่อนจะเดินทางกลับพร้อมถุงของขวัญที่มีช็อกโกแลตและกาแฟจากฝ่ายรัฐบาล
ภายใต้สถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้จึงมีโอกาสสูงที่เวเนซุเอลาอาจผิดนัดชำระหนี้ได้อีก และนำไปสู่การติดสถานะผิดนัดชำระหนี้ (Default) อย่างเต็มตัว ซึ่งจะเท่ากับเป็นการปิดช่องทางการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้อย่างเป็นทางการของรัฐ จากปัจจุบันที่ก็แทบหานักลงทุนที่พร้อมเสี่ยงได้ยากอยู่แล้ว
เป็นที่คาดว่าทางออกที่เหลือไม่มากนักของรัฐบาลมาดูโรก็คือ การเจรจาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้รายใหญ่อย่าง "จีน" และ "รัสเซีย" ที่เป็นผู้ช่วยพยุงสถานการณ์ในเวเนซุเอลามาตลอด โดยล่าสุดนั้น จีนยังช่วยปฏิเสธความน่ากังวลต่อปัญหาของเวเนซุเอลา ในที่ประชุมอย่างไม่เป็นทางการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่ง สหรัฐเป็นผู้เสนอวาระนี้ด้วย
หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง ก็ยากที่จะมีการแก้ปัญหาอย่างถาวรได้ หลังจากที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายใช้นโยบายประชานิยมอย่างเกินขีดจำกัดมากเกินไป นับตั้งแต่การยึดกิจกรรมปิโตรเลียมของเอกชนกลับมาเป็นของรัฐตั้งแต่ปี 1976 และใช้อำนาจรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในทุกวงการจนบั่นทอนความเชื่อมั่น และกลไกทางเศรษฐกิจแทบจะพังพินาศอย่างในปัจจุบัน
การขอความช่วยเหลือด้วยช่องทางพิเศษเช่นนี้อาจช่วยพยุงสถานการณ์ได้แบบเฉพาะหน้า แต่ "ไม่มีทาง" ที่จะช่วยให้ประเทศฟื้นตัวขึ้นมาจากภาวะร่อแร่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างแท้จริง n







