posttoday
เครื่องจักรชาญฉลาด

เครื่องจักรชาญฉลาด

13 พฤศจิกายน 2560

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ ประเทศไทย 4.0 ยังเป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการอยู่ตามนโยบายรัฐบาล และเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย 4.0 ทั้งหลาย คือเรื่อง AI (Artificial Intelligence)ที่จะเป็นพื้นฐาน (Platform) ที่สำคัญให้ประเทศไทยเป็น 4.0 ได้ และต้องยอมรับว่าไทยเรายังล่าช้าอยู่พอสมควร จึงมีการหันไปมองรอบๆ ตัวกันมาก และที่มักถูกกล่าวขวัญถึงคือ จีน มีการพูดถึงกันว่าจีนประกาศจะเป็น AI ทั้งประเทศปีนั้นปีนี้ ซึ่งนับว่าเร็วมาก และเชื่อว่าจีนทำได้

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ประเทศไทย 4.0 ยังเป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการอยู่ตามนโยบายรัฐบาล และเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย 4.0 ทั้งหลาย คือเรื่อง AI (Artificial Intelligence)ที่จะเป็นพื้นฐาน (Platform) ที่สำคัญให้ประเทศไทยเป็น 4.0 ได้ และต้องยอมรับว่าไทยเรายังล่าช้าอยู่พอสมควร จึงมีการหันไปมองรอบๆ ตัวกันมาก และที่มักถูกกล่าวขวัญถึงคือ จีน มีการพูดถึงกันว่าจีนประกาศจะเป็น AI ทั้งประเทศปีนั้นปีนี้ ซึ่งนับว่าเร็วมาก และเชื่อว่าจีนทำได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมาดูประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีความก้าวหน้าด้าน AI ค่อนข้างมากเช่นกัน แต่ดูมีลักษณะคืบคลานไปอย่างเงียบๆ ระมัดระวัง พยายามหารือกำหนดเป็นนโยบายร่วมกันในเรื่องนี้ โดยเมื่อปี ค.ศ. 2016 กลุ่ม G7 ได้มีปฏิญญาร่วมกันที่กรุงโตเกียวอันเป็นผลมาจากการพบปะหารือกันของรัฐมนตรี ICT ของกลุ่มประเทศ G7 ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐ (ในครั้งนี้มีสหภาพยุโรปร่วมประชุมด้วย) เรียกว่า ปฏิญญาทากามัทสุ (Takamatsu Declaration of April 2016) ซึ่ง การประชุมครั้งนั้นได้มีการหารือกัน ในเรื่อง IoT (Internet of Things) AI และเรื่อง ICT ที่จะเกิดขึ้นใหม่อื่นๆ และเมื่อประมาณปลายเดือน ต.ค. 2017 นี้ คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (CSTP : Committee on Scientific and Technological Policy) ซึ่งเป็นคณะกรรมการภายใต้ OECD ก็ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องนี้อีก

น่าแปลกที่ประเทศเหล่านี้แม้จะ มีความก้าวหน้าที่ค่อนข้างเร็วในเรื่อง AI และทราบดีว่า AI ได้แทรกซึมไปในการดำรงชีวิตของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในเรื่องงานในอนาคต เรื่องความเป็นส่วนตัว การแข่งขัน ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ (Liability) เรื่อง Governance สังคม การวิจัย ฯลฯ แต่ประเทศเหล่านี้กลับพยายามหาทางร่วมมือกันระแวดระวังเพื่อความไม่ประมาท

เริ่มจากการที่ยังมองให้ AI เป็นเครื่องจักร เห็นได้จากชื่อการประชุมที่ใช้ว่า AI : Intelligent Machines Smart Policies โดยเห็นว่าควรมีการกำหนดนโยบายที่ชาญฉลาดในเรื่องนี้ ประเด็นสำคัญที่ค่อนข้างจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันคือ จะต้องให้เครื่องจักรนี้รับคำสั่งจากคนเท่านั้น ผู้เขียนจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับ IoT และ AI ไปแล้วว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดกับเครื่องจักร ได้ หากคนสั่งเครื่องจักรให้ทำผิด ยังเอาผิดกับคนได้มีกฎหมายรองรับ แต่หากเครื่องจักรสั่งให้เครื่องจักร ด้วยกันทำผิด เช่น ไปฆ่าคน จะไม่สามารถเอาผิดกับเครื่องจักรได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

นอกจากนี้ การทำคำสั่งต้องชัดเจน เจาะจงเพื่อไม่ให้เครื่องจักรงง มีการพูดกันถึงว่า หากสั่งกว้างเกินไป เช่น บอกให้เครื่องจักรแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้ธรรมชาติหยุดการถูกทำลาย สภาพแวดล้อมดีขึ้น ดังนั้น หากเครื่องจักรตรวจสอบแล้ว พบว่า ธรรมชาติถูกทำลาย และสภาพแวดล้อมเลวลงเพราะมนุษย์ หาก จะหยุดการทำลาย ต้องทำลายมนุษย์ จะเกิดอะไรขึ้น

หรือง่ายๆ สำหรับประเทศไทย หากในอนาคต เรามีการนำเข้ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนเอง ไม่มีคนขับ แต่เกิดความผิดพลาดกับรถอีกคันที่ขับมาโดยมนุษย์ เกิดมีการตายขึ้น จะจับใครติดคุก จะฟ้องใคร บริษัทที่ผลิตรถยนต์ หรือ ช่างเครื่องที่ติดตั้งเครื่อง หรือบริษัทประกอบรถยนต์ในประเทศไทย จะใช้กฎหมายอะไร ทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงสมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายสิทธิบัตร ต้องไปใช้กฎหมายอาญาแทน แต่เท่าที่จำได้ผู้ฟ้องไม่ชนะคดี

นี่ยังไม่พูดถึงการแย่งงานซึ่งดูจะเป็นเรื่องพื้นๆ ไปแล้ว เพราะการนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่ในโรงงาน เป็นเรื่องที่จะหลีกเลี่ยงได้ยากแล้ว ในอนาคตไม่เกิน 20 ปี ยิ่งถ้าหากจะเป็นอุตสาหกรรม 4.0 และต้องการจะแข่งขันได้ในตลาดโลกการนำเครื่องจักรมาใช้จะเกิดเร็วขึ้น จึงมีการพูดกันว่าเพื่อให้กระทบต่อแรงงานน้อยที่สุด จะต้องให้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนผลิตภาพของงาน เพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน มากกว่า จะมาทดแทนแรงงานทั้งหมด

AI นั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะเปลี่ยนแปลงโลกและการดำเนินชีวิตในอนาคตของมนุษย์ ทั้ง รถยนต์ หุ่นยนต์ พลังงาน การวางผังเมือง การเงิน สังคม ธรรมชาติ Data Analytics ฯลฯ ในการกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ OECD โดย Andrew Wyckoff, OECD Director for Science, Technology and Innovation ได้พูดไว้ตอนหนึ่งว่า ในอนาคต เพื่อการเอาชนะเครื่องจักร มนุษย์ต้องไม่ทำอะไรจำเจ (Routine) เพราะนั่นเครื่องจักรจะเป็นคนทำ (ผู้เขียน ขยายความเอง) และต้องคิดอะไร ใหม่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ในการบรรยาย โดย ใน Stuart Russell University of California, Berkeley ยังพูดไว้ว่า เราจะต้อง "Completely reboot our education system and science base" ประเทศพัฒนาแล้วเขาพูด กันถึงขนาดว่า จะต้องร่วมมือกัน อย่างแข่งขันแน่นแฟ้นแบบที่ "CERN" หรือไม่

แล้วไทยจะไหวไหมนี่ แค่การปรับระบบการศึกษา ผ่านไป 2-3 ปีแล้ว ก็ยังสางปมไม่ออก เหมือนลิงแก้แห ล่อกันเละตุ้มเป๊ะ น่าเป็นห่วงว่าจะวิ่งไม่ทันโลกเขาจริงๆ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท