
สหรัฐผันยุทธการเอเชีย เบนเข็มมุ่ง 'อินโด-แปซิฟิก'
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ในระหว่างที่ชาติสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 31 เมื่อวานนี้ บรรดาผู้นำอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ต่างพบปะกันนอกรอบกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ใช้ถ้อยคำว่า "อินโด-แปซิฟิก" แทนที่ "เอเชีย-แปซิฟิก" ในสุนทรพจน์เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเน้นย้ำถ้อยคำดังกล่าวถึง 15 ครั้ง
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในระหว่างที่ชาติสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 31 เมื่อวานนี้ บรรดาผู้นำอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ต่างพบปะกันนอกรอบกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ใช้ถ้อยคำว่า "อินโด-แปซิฟิก" แทนที่ "เอเชีย-แปซิฟิก" ในสุนทรพจน์เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเน้นย้ำถ้อยคำดังกล่าวถึง 15 ครั้ง
ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่ใช้ถ้อยคำว่า อินโด-แปซิฟิก แทนที่เอเชีย โดยเมื่อประกอบกับการเน้นย้ำของทิลเลอร์สัน "อินโด-แปซิฟิก" จึงกลายเป็นการแสดงจุดยืนนโยบายต่างประเทศใหม่ของสหรัฐอย่างชัดเจนต่อภูมิภาคเอเชีย ที่จะมีการผนึกความเป็นพันธมิตรกันของ 4 ชาติใหญ่แห่งมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย
จุดยืนดังกล่าวยังเปลี่ยนจากการให้ความสนใจกับ "จีน" อันเป็นศูนย์กลางของ "เอเชีย-แปซิฟิก" ตามแผนที่โลก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เกาหลีเหนือลงมาจนถึงอาเซียนและออสเตรเลีย ให้ขยายขอบเขตเพิ่มเติมจากเดิมไปถึงมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมี "อินเดีย" เป็นจุดศูนย์กลางของ "อินโด-แปซิฟิก"
คำว่า อินโด-แปซิฟิก ปรากฏขึ้นมาบนหน้าสื่อครั้งแรกจากปากคำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เมื่อปี 2007 ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์กับรัฐสภาของอินเดีย โดยอาเบะใช้ถ้อยคำดังกล่าวเพื่อผูกสัมพันธ์กับอินเดีย ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้รับการลงทุนจากต่างชาติเท่าทุกวันนี้ และอาเบะยังได้นำแนวคิดพันธมิตรอินโด-แปซิฟิก 4 ชาติ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐ ออสเตรเลีย และอินเดีย ไปนำเสนอให้กับรัฐบาลสหรัฐชุดก่อนในเดือน เม.ย. 2015
ต่อมาญี่ปุ่นได้ชักชวนให้ออสเตรเลียและอินเดียเข้าร่วมเป็นพันธมิตรอินโด-แปซิฟิก เพื่อความร่วมมือด้านความมั่นคงและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วอินโด-แปซิฟิก เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา
ญี่ปุ่นต้องการความร่วมมือเพื่อคานอำนาจกับจีนที่ขยายอิทธิพลเข้ามาในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่น รวมถึงยังเป็นคู่แข่งในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่ออสเตรเลียก็อยู่ใกล้กับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ชาติในอาเซียนที่ต่างพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้ ส่วนอินเดียกำลังกังวลต่อการขยายโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง ที่ตัดผ่านเข้ามาในพื้นที่พิพาทของอินเดีย
"เบื้องหลังอินโด-แปซิฟิก คุณจะพบการให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่น การพัฒนาอย่างรวดเร็วของอินเดีย และความกลัวจีนของออสเตรเลีย สิ่งเหล่านี้คือความจริงของยุทธศาสตร์" เจียเหวิ่นซาน ผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศจีน จากศูนย์จีนและโลกาภิวัตน์ องค์กรคลังสมองอิสระในกรุงปักกิ่ง กล่าวกับรอยเตอร์ส
สำหรับสหรัฐแล้ว การเปลี่ยนชื่อ "เอเชีย-แปซิฟิก" เป็น "อินโด-แปซิฟิก" กลายเป็นการปักหมุดนโยบายต่างประเทศเสียใหม่ โดยมุ่งให้ความสนใจในการร่วมมือกับ "อินเดีย" ให้มากขึ้น
"พวกเราต้องเพิ่มความร่วมมือกับอินเดีย เพื่อสร้างให้อินโด-แปซิฟิกกลายเป็นสถานที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น และเพื่อไม่ให้ภูมิภาคดังกล่าวเต็มไปด้วยข้อพิพาทและการกลืนกินทางเศรษฐกิจ" ทิลเลอร์สัน กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อเดือน ต.ค.
อินเดียเป็นประเทศที่เศรษฐกิจก้าวเข้ามามีบทบาทในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจและขนาดประชากรที่มีมากกว่า 1,300 ล้านคน ในขณะเดียวกันอินเดียก็เริ่มกังวลต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่พอใจอย่างมากที่โครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน ตั้งระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน พาดผ่านบริเวณแคชเมียร์ พื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถาน
ในปีนี้ทหารอินเดียและจีนเผชิญหน้ากันเป็นเวลา 73 วัน ในพื้นที่ ดอกลัม (Doklam) ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างจีน อินเดีย และภูฏาน โดยกองทัพอินเดียได้เข้าขัดขวางการขยายถนนมาจากจีนเข้าสู่พื้นที่บริเวณ ดังกล่าว เนื่องจากอินเดียและภูฏานเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของภูฏาน ไม่ใช่พื้นที่ชายแดนของจีน
ในส่วนของอินเดียนั้น ญี่ปุ่นได้เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจล่วงหน้าไปก่อนสหรัฐแล้ว โดยในปีนี้อินเดียเริ่มสร้างทางรถไฟความเร็วสูงความยาว 508 กิโลเมตร จากอาเมดาบัดสู่มุมไบ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.27 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่า 4 ใน 5 ของวงเงินดังกล่าวเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0.1% จากญี่ปุ่น และคาดจะเปิดใช้งานในปี 2022
"ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าเป็นมิตรที่แท้จริงของอินเดีย" โมดี กล่าวเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
โมดียังพร้อมรับ "มิตร" จากสหรัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ของทรัมป์อีกด้วย โดยระบุเมื่อวานนี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอินเดียกำลังเติบโตขึ้น ซึ่งจะไม่ได้หยุดที่ผลประโยชน์ร่วมเท่านั้น ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็ต้อนรับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐต่ออินโด-แปซิฟิก ระหว่างที่ทรัมป์เดินทางเยือนญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม จีนที่ต้องการผลักดันโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง อันเป็นยุทธศาสตร์ที่เพิ่งบรรจุลงรัฐธรรมนูญของจีนสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนที่แล้ว จะต้องเข้ามากระชับความสัมพันธ์กับประเทศใน "อินโด-แปซิฟิก" ด้วยเช่นกัน โดยไม่ได้หยุดแค่ 3 ชาติประชาธิปไตยในเอเชีย-แปซิฟิก แต่ยังรวมถึงหลายชาติในอาเซียน
"ความจริงแล้วจีนเองก็รับเอายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกมาใช้ แม้จะใช้ในชื่อว่าเส้นทางสายไหมทางทะเล ก็ตาม" โรลี เมดคาล์ฟ ผู้เชี่ยวชาญจากคณะศึกษาความมั่นคงชาติของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวกับหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ ขณะที่ออสเตรเลียเองมีการผลักดันยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ตั้งแต่ปี 2013
แม้สหรัฐเองจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดหรือให้คำนิยามที่ชัดเจนเรื่องอินโด-แปซิฟิก ซึ่งอาจดูเหมือนว่าเป็นการโดดลงเรือลำเดียวกับ 3 ชาติพันธมิตรไปก่อน โดยที่ตัวเองก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปักหมุดของสหรัฐลงในยุทธศาสตร์นี้ตรงไหนและอย่างไร ทว่าอย่างน้อยที่สุด การที่สหรัฐยอมรับในหลักการอินโด-แปซิฟิก ก็เท่ากับเป็นการประกาศจุดยืนพร้อมเข้ามาเล่นในเอเชียรอบใหม่อีกครั้งพร้อมพันธมิตรข้างกาย ในวันที่นิยามของเอเชียจะไม่ถูกผูกขาดเป็นจีนไปเสียทั้งหมดอีกต่อไป n







