posttoday
ศัลยกรรมเสริมความงาม

ศัลยกรรมเสริมความงาม

12 พฤศจิกายน 2560

ดร. รุจิระ บุนนาคกรรมการผู้จัดการMarut Bunnag International Law [email protected] : @RujiraBunnagปัจจุบันศัลยกรรมเสริมความงามได้รับความนิยมทั่วโลก ประเทศที่มีสถิติการทำศัลยกรรมความงามมากที่สุดจากการสำรวจของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (International Society of Aesthetic Plastic Surgery หรือ ISAPS) คือ สหรัฐอเมริกา มีการทำศัลยกรรมเสริมความงามจำนวน 4.22 ล้านครั้ง คิดเป็น 17.9% อันดับ 2 บราซิล จำนวน 2.52 ล้านครั้ง คิดเป็น 10.7% อันดับ 3 คือ ญี่ปุ่น จำนวน 1.14 ล้านครั้ง คิดเป็น 4.8% สำหรับประเทศไทยติดอันดับที่ 21 โดยมีการทำศัลยกรรมเสริมความงามกว่า 1.12 แสนครั้ง

ดร. รุจิระ บุนนาคกรรมการผู้จัดการMarut Bunnag International Law [email protected] : @RujiraBunnag

ปัจจุบันศัลยกรรมเสริมความงามได้รับความนิยมทั่วโลก ประเทศที่มีสถิติการทำศัลยกรรมความงามมากที่สุดจากการสำรวจของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (International Society of Aesthetic Plastic Surgery หรือ ISAPS) คือ สหรัฐอเมริกา มีการทำศัลยกรรมเสริมความงามจำนวน 4.22 ล้านครั้ง คิดเป็น 17.9% อันดับ 2 บราซิล จำนวน 2.52 ล้านครั้ง คิดเป็น 10.7% อันดับ 3 คือ ญี่ปุ่น จำนวน 1.14 ล้านครั้ง คิดเป็น 4.8% สำหรับประเทศไทยติดอันดับที่ 21 โดยมีการทำศัลยกรรมเสริมความงามกว่า 1.12 แสนครั้ง

เป็นที่หน้าสังเกตว่า เกาหลีใต้ที่ขึ้นชื่อว่า คนไทยนิยมไปทำศัลยกรรมกันมากที่สุดและเป็นศูนย์กลางแห่งการทำศัลยกรรมในเอเชีย กลับไม่ติด หนึ่งในสาม โดยอันดับสามกลับกลายเป็นญี่ปุ่น ยุคสมัยนี้กลุ่มวัยรุ่นกำลัง เสพติดการทำศัลยกรรม โดยมีต้นแบบคือ ศิลปิน ดาราที่มีชื่อเสียง จะ นำเอาคนเหล่านั้นมาเป็นต้นแบบของการทำศัลยกรรมเพื่อให้ออกมาหน้าตาเหมือนกันหรือใกล้เคียง

เมื่อกล่าวถึงญี่ปุ่น ช่วงไม่นานมานี้กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้สั่งห้ามสถาบันเสริมความงามนำภาพของลูกค้าเปรียบเทียบก่อนและหลังการทำศัลยกรรม (Before & After) เพื่อโฆษณาสถาบันเสริมความงามทั้งทางโทรทัศน์ ป้ายประกาศ รวมถึงการโฆษณาผ่านเว็บไซต์

แต่ในความเป็นจริงส่วนหนึ่งของการทำศัลยกรรมอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับภาพที่โฆษณา ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยทางร่างกายและองค์ประกอบอื่นของแต่ละคนด้วย เหตุที่มีการประกาศห้ามและออกกฎหมาย มาจากการผลักดันของสภาผู้บริโภคในญี่ปุ่น เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าหลายรายหลังการทำศัลยกรรมว่า ไม่มีความพึงพอใจจากการใช้บริการเหมือนกับที่โฆษณาเอาไว้ กฎหมายห้ามลงภาพโฆษณาของลูกค้าเปรียบเทียบก่อนและหลังการทำศัลยกรรมของญี่ปุ่น จะเริ่มมีผลใช้บังคับในกลางเดือน มิ.ย. 2561 แต่หากจะใช้ภาพดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลแก่ลูกค้าสามารถกระทำได้ และลูกค้าเองมีสิทธินำภาพของตัวเองไปโพสต์ได้ตามปกติ หากว่าไม่ใช่การโฆษณาเพื่อแสวงหากำไร

อย่างไรก็ดี กฎหมายนี้ในญี่ปุ่นยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง เพราะส่วนหนึ่งมองว่าอาจเป็นการปิดกั้นข้อมูลของลูกค้า แต่เหตุผลที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนและผ่านกฎหมายดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง และหากลูกค้าจะตัดสินใจใช้บริการเสริมความงามลูกค้าควรจะมีข้อมูลอย่างอื่นประกอบด้วยไม่ใช่เพียงแค่มีภาพเปรียบเทียบการโฆษณาเท่านั้น

สำหรับในประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2546 ว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล คอยควบคุมสถาบันเสริมความงาม แต่ส่วนใหญ่ยังปรากฏให้เห็นภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการทำศัลยกรรมของลูกค้าให้เห็นอยู่เสมอตามหน้าคลินิก เว็บไซต์ รวมถึงหนังสือพิมพ์ แผ่นใบปลิวของสถาบันเสริมความงาม

ประเด็นที่จะเข้าข่ายการกระทำผิดการโฆษณาสถานพยาบาลหลักๆ มี 3 ประการ คือ 1) โฆษณาในทำนองชักชวน หรือเชิญชวนให้ประชาชนมาใช้บริการสถานพยาบาลของตน 2) การโฆษณาโอ้อวด หรือเป็นเท็จและ 3) การโฆษณาให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญของสถานพยาบาล

ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดเกี่ยวการศัลยกรรมเสริมความงามปี พ.ศ. 2560 อยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

แม้ว่าธุรกิจเสริมความงามจะมีมูลค่าทางการตลาดมากมายแค่ไหน แต่อีกด้านหนึ่งจะปรากฏความอันตรายของการทำศัลยกรรมโดยไม่ศึกษาข้อมูลและหลงเชื่อภาพเปรียบเทียบของการโฆษณา เมื่อปลายเดือน ต.ค. 2560 ที่ผ่านมาที่ จ.ลำปาง ได้มีกรณีสาวประเภทสองเข้ารับการทำศัลยกรรมผ่าตัดเสริมหน้าอกกับคลินิกแห่งหนึ่ง ผลปรากฏว่าเกิดการผิดพลาดทำให้เสียชีวิต โดยคลินิกดังกล่าวเป็นคลินิกเถื่อนที่ลักลอบให้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาตผิดพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และผู้ที่เป็นคนลงมือทำศัลยกรรมยังแอบอ้างว่าเป็นแพทย์โดยไม่มีใบอนุญาต ต่อมาได้มีผู้เสียหายมาแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเกือบ 30 ราย เพื่อดำเนินคดีกับคลินิกแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีลูกค้าอีกกว่า 200 ราย ที่จ่ายเงินมัดจำเพื่อรอที่จะมาทำศัลยกรรมกับคลินิกแห่งนี้

ผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นแพทย์ในคลินิกแห่งนี้ ได้เคยเปิดคลินิกให้บริการในจังหวัดอื่นแล้วถึง 3 แห่ง และอ้างว่าได้เคยทำศัลยกรรมเสริมความงามให้แก่ลูกค้ามาแล้วถึง 1,500 ราย เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น เพราะการทำศัลยกรรมเสริมความงามรูปแบบต่างๆ ได้รับความนิยมอย่างมาก คนที่จะมีความสามารถใกล้เคียงกับแพทย์ที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้คือ ผู้ช่วยแพทย์ ซึ่งได้เรียนรู้งานต่างๆ จากแพทย์จนเกิดความชำนาญ แม้ตัวเองไม่ได้เรียนมาแต่ถือว่า อันตรายมากเพราะไม่ได้มีความรู้ เมื่อเกิดเหตุวิกฤตกับลูกค้าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คนพวกนี้เห็นว่ารายได้ดีเลยแอบลักลอบทำและอาศัยการโฆษณาชวนเชื่อ ประกอบกับให้ราคาแก่ลูกค้าถูกกว่าปกติที่ทำศัลยกรรมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ภาครัฐควรจะมีมาตรการที่กำกับดูแลหรือควบคุมคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามอย่างจริงจังไม่ให้เปิดกันแบบง่ายๆ คนที่เห็นช่องทางแม้ไม่ใช่แพทย์และไม่มีความรู้ด้านนี้แต่อาศัยว่ามีเงินทุนเลยลงทุนเปิดคลินิก เพราะเห็นว่ากำลังได้รับความนิยม และอาศัยชื่อแพทย์หรือจ้างแพทย์แบบนอกเวลา (Part Time) เพื่อมาให้บริการคลินิก ซึ่งอาจทำให้ไม่ทั่วถึงแก่ลูกค้า หรือปล่อยให้มีการโฆษณากันแบบโอ้อวดเกินจริงทั้งที่มีกฎหมายคอยควบคุมอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท