
บ้านปูทรานส์ฟอร์ม พลังงานครบวงจร
บริษัท บ้านปู (BANPU) ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ในการทำธุรกิจเมื่อเดือน เม.ย. 2558 ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงตกต่ำสุดของธุรกิจถ่านหินที่ราคาดำดิ่งลงไป ขณะนั้นบ้านปูดำเนินธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียวคือ เหมืองถ่านหิน เมื่อราคาถ่านหินตกต่ำลงไปใกล้ 50 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน จากระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างหลีกหนีไม่ได้ต้องกระจายการทำธุรกิจออกไป
บริษัท บ้านปู (BANPU) ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ในการทำธุรกิจเมื่อเดือน เม.ย. 2558 ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงตกต่ำสุดของธุรกิจถ่านหินที่ราคาดำดิ่งลงไป ขณะนั้นบ้านปูดำเนินธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียวคือ เหมืองถ่านหิน เมื่อราคาถ่านหินตกต่ำลงไปใกล้ 50 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน จากระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างหลีกหนีไม่ได้ต้องกระจายการทำธุรกิจออกไป
ประกอบกับเป็นช่วงปรับโครงสร้างองค์กร ที่ผลักดันลูกหม้อมืออาชีพ คือ สมฤดี ชัยมงคล ขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จาก ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ที่ขึ้นไปเป็นประธานกรรมการ
การตัดสินใจปรับเปลี่ยนโมเดลในการทำธุรกิจจากเดือน เม.ย. 2558 ถึงทุกวันนี้ล่วงมาแค่ 1 ปีกว่าๆ ต้องบอกว่าเป็นผลสำเร็จอย่างมากหากดูจากผลประกอบการ ที่โชว์กำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 ปี 2560 จำนวน 2,025.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2,788% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 70.11 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 5,719.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,302% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 168.13 ล้านบาท
สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้สัมภาษณ์ว่า บ้านปูตัดสินใจทรานส์ฟอร์มและเปลี่ยนโฉมธุรกิจครั้งใหญ่ไปสู่การทำธุรกิจพลังงานครบวงจร จากเดิมที่ทำธุรกิจต้นน้ำคือถ่านหินเพียงอย่างเดียว เข้าสู่การทำธุรกิจทั้งต้นน้ำคือถ่านหิน (ธุรกิจเดิม) และเพิ่มก๊าซเข้ามา ส่วนธุรกิจกลางน้ำคือห่วงโซ่การผลิตและบริการที่จะมีเรื่องขนส่งมาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อบริษัทมีเหมืองถ่านมีการซื้อถ่านของลูกค้าก็จะเข้ามาบริหารจัดการในเรื่องของการนำส่งถ่านจากเหมืองสู่ลูกค้าทั้งจีน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย จะมีเรื่องท่าเรือมาเกี่ยวข้อง ส่วนธุรกิจปลายน้ำ คือการขยายไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้าทุกประเภทนั่นเอง
ทั้งนี้ การปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจของบ้านปู เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกใหญ่ใน 3 ด้าน คือ
1.การเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด 2.การเปลี่ยนผ่านสู่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจหรือการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่บ้านปู มีการจัดโครงการบ้านปูดิจิทัลอะคาเดมีเพื่อเปิดพื้นที่ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความชำนาญในเรื่องดิจิทัลเข้ามาเพื่อมีส่วนในการขับเคลื่อนธุรกิจ และ 3.Supply Chain Management และเมื่อมาถึงตอนนี้ "บ้านปู" เราพร้อมรับกับทุกๆ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สมฤดี กล่าวว่า ในส่วนธุรกิจก๊าซต้องปรับเป้าหมายใหม่ เดิมตั้งว่า 5 ปีจะลงทุนก๊าซ 500 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจเชลล์แก๊สในสหรัฐแล้ว 430 ล้านดอลลาร์ กำลังการผลิตรวมเกือบ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 5 ปี หรือภายในปี 2563 ที่บริษัทต้องการมีกำลังการผลิตในเชลล์แก๊สที่ 75 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน โดยใช้เงินลงทุนในกลุ่มธุรกิจเชลล์แก๊สภายใน 5 ปีที่ 500 ล้านดอลลาร์
"แผนการลงทุนของบ้านปูนั้น การดำเนินการจะค่อนข้างเร็วกว่าแผนอย่างมาก อย่างในธุรกิจเชลล์แก๊ส บริษัทได้เข้าซื้อธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง และทำได้สำเร็จภายใน 1 ปี จากแผนของการเข้าลงทุนในเชลล์แก๊ส จึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะพิจารณาขยายการลงทุนในเชลล์แก๊สเพิ่มเติม"
ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อแหล่งเชลล์แก๊สในสหรัฐมูลค่ากว่า 210 ล้านดอลลาร์ คาดว่าการเข้าซื้อจะแล้วเสร็จภายในเร็ววันนี้ การลงทุนในธุรกิจเชลล์แก๊สที่ผ่านมาได้รับผลตอบแทนที่ดี และเริ่มมีอีบิตดาเป็นบวก ซึ่งหลังจากนี้บริษัทยังพิจารณาเข้าลงทุนในเชลล์แก๊สอย่างต่อเนื่อง บริษัทคาดว่าจะสามารถลงทุนได้ครบ 500 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนระยะยาวของบริษัทในปี 2563 บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีรายได้จากธุรกิจถ่านหินหรือพลังงานต้นน้ำ 50% และมีรายได้จากธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจไฟฟ้าอยู่ที่ 45% จะขยายการลงทุนในธุรกิจปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพิงธุรกิจถ่านหินและเป็นธุรกิจพลังงานที่ครบวงจร ซึ่งบริษัทจะเน้นการสร้างกระแสเงินสดเป็นหลักเพื่อใช้ในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในครึ่งปีแรกบริษัทมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์จากปีก่อนทั้งปีที่ 250 ล้านดอลลาร์
โดยในแผนการขยายธุรกิจไฟฟ้านั้น จะดำเนินการผ่านบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ถือหุ้นอยู่ 78% ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 2,100 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายจะต้องมีกำลังการผลิตที่ 4,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 มีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากภาวะการต้องการใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน กำลังการผลิตไฟฟ้าที่ 4,300 เมกะวัตต์ บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนที่ 1,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันบริษัทได้มีกำลังการผลิตแล้ว 300 เมกะวัตต์ และใน 700 เมกะวัตต์ ที่เหลือจะมาจากประเทศอินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน
บริษัทยังได้จัดตั้งบริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี เพื่อลุยธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 80 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่ 60 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตในปี 2563 ที่ 500 เมกะวัตต์ โดยจะสร้างสัดส่วนรายได้ให้กับบ้านปูในระดับ 5% ของรายได้รวม ซึ่งในส่วนของบ้านปู อินฟิเนอร์จี ถือว่ามีอนาคตที่ดีมาก เพราะการเข้าไปซื้อบริษัท Sunseap Group Pte Ltd. (Sunseap) ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการพลังงานสะอาดแบบครบวงจรในสิงคโปร์ 1,860 ล้านบาท ซึ่ง Sunseap ทำธุรกิจโซลาร์รูฟให้กับบริษัทใหญ่ทั้งแอปเปิ้ล ไมโครซอฟท์ เป็นต้น
ขณะที่ราคาถ่านหินปัจจุบันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์/ตัน ระยะยาวมองว่าจะอยู่ที่ 80-85 ดอลลาร์/ตัน บริษัทเลิกขายล่วงหน้าและขายเป็นราคาสปอต เพื่อรับการปรับเพิ่มขึ้นของราคาถ่านหิน







