posttoday
Block Trade Futures

Block Trade Futures

08 พฤศจิกายน 2560

บรรณรงค์หลายๆ ท่านคงเห็นข่าวผ่านหน้าผ่านตาในเรื่องของการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ฟิวเจอร์สในรูปแบบของ บล็อกเทรด หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "การซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นการซื้อขายรายใหญ่" วันนี้เลยอยากถือโอกาสมาเล่าให้ฟังว่าธุรกรรมบล็อกเทรดนี้...คืออะไร

บรรณรงค์

หลายๆ ท่านคงเห็นข่าวผ่านหน้าผ่านตาในเรื่องของการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ฟิวเจอร์สในรูปแบบของ บล็อกเทรด หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "การซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นการซื้อขายรายใหญ่" วันนี้เลยอยากถือโอกาสมาเล่าให้ฟังว่าธุรกรรมบล็อกเทรดนี้...คืออะไร

ปกติแล้ว การซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ "ฟิวเจอร์ส" ในบ้านเราก็จะทำการซื้อขายในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่าตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) การซื้อขายฟิวเจอร์สแบบบล็อกเทรดเกิดขึ้นเพราะปริมาณการเสนอซื้อและเสนอขายของฟิวเจอร์สในตลาด TFEX ที่อ้างอิงกับหุ้นรายตัวมีไม่มากพอที่จะรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการจะเปิดสัญญาฟิวเจอร์สเพื่อการบริหารเงินลงทุนของตนเอง ทำให้โอกาสที่คำสั่งเปิดสถานะซื้อหรือขายฟิวเจอร์สของนักลงทุนจะได้รับการจับคู่ในราคาและปริมาณที่ต้องการเป็นไปได้ยาก

ดังนั้น จึงได้เกิดการใช้รูปแบบ "การซื้อขายแบบรายใหญ่" โดยบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวให้กับนักลงทุน ด้วยการนำพอร์ตของบริษัทหลักทรัพย์เข้ามารับรายการซื้อขายจับคู่กับรายการซื้อขายของนักลงทุน โดยมีการเจรจากำหนดราคาและปริมาณที่ทำรายการได้ให้นักลงทุน

ปกติแล้วสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 1 สัญญา จะมีขนาดเท่ากับ 1,000 หุ้น แต่สำหรับการซื้อขายแบบรายใหญ่ ตลาด TFEX ได้มีข้อกำหนดออกมาว่า การซื้อขายแบบรายใหญ่นี้ต้องมีจำนวนสัญญาขั้นต่ำตามที่กำหนด เช่น 20 สัญญา หรือ 100 สัญญา ตามแต่หุ้นที่กำหนดไว้แต่ละตัว เพราะหุ้นบางตัวมีราคาต่อหุ้นสูงจะไปกำหนดให้จำนวนสัญญาขั้นต่ำสูงไปด้วย ก็จะทำให้มูลค่าการซื้อขายสูงเกินไป ตัวอย่างเช่น บล็อกที่ต้องมี 20 สัญญา ก็เทียบได้กับการเข้าซื้อหรือขายหุ้นจำนวน 2 หมื่น หุ้น หรือถ้าบล็อก 100 สัญญา ก็หมายถึงการเข้าซื้อหรือขายหุ้นจำนวน 1 แสนหุ้นซึ่งถ้าคูณด้วยราคาหุ้นเข้าไปแล้ว มูลค่าของการซื้อขายต่อ 1 บล็อก ก็เรียกว่าเป็นระดับมูลค่าหลายล้านบาท

หน้าที่ของพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำธุรกรรมแบบนี้ ก็คือจะได้ไปทำการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เช่น สมมติถ้าลูกค้าต้องเปิดสัญญาฟิวเจอร์สซื้อหุ้น บริษัท ปตท. (PTT) 1 บล็อก ซึ่งก็มีจำนวนสัญญาเท่ากับ 20 สัญญา

ดังนั้น บริษัทหลักทรัพย์ก็จะต้องเปิดสัญญาฟิวเจอร์สขายหุ้น PTT จำนวน 20 สัญญา เพื่อทำรายการจับคู่กับลูกค้า แล้วพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ก็จะไปซื้อหุ้น PTT เพื่อบริหารความเสี่ยงไว้จำนวนเท่ากับ 2 หมื่นหุ้น (เพราะรายการนี้เป็น 1 บล็อก ซึ่งมีจำนวน 20 สัญญา และ 1 สัญญา มีขนาดเท่ากับ 1,000 หุ้น)มาเก็บไว้ในพอร์ตของตัวเอง และเมื่อลูกค้าอยากปิดสถานะ ก็จะติดต่อกับพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์เพื่อขอปิดสัญญา พอร์ตก็จะปิดสถานะให้กับลูกค้าด้วยการจับคู่รายการกับของพอร์ตเอง และจะทำการขายหุ้น PTT ออกจากพอร์ต เพื่อนำส่งผลกำไรขาดทุนให้กับลูกค้า

ดังนั้น บทบาทของบริษัทหลักทรัพย์จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการเอาเงินทุนของตนเองเข้าไปเสมือนกับปล่อยกู้ให้กับลูกค้า ดังนั้นกระบวนการบริหารความเสี่ยงต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ทั้งลูกค้าและบริษัทหลักทรัพย์จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำธุรกรรมบล็อกเทรดเป็นไปเพื่อสนับสนุนให้เกิดสภาพคล่องในการซื้อขายฟิวเจอร์สและสภาพคล่องของการซื้อขายหุ้นในตลาดหลัก ทรัพย์ที่ใช้เป็นหุ้นอ้างอิง ซึ่งปัจจุบันเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET100 และความที่การเปิดปิดสถานะของฟิวเจอร์สสามารถทำได้ ทั้งสถานะฝั่งซื้อเพื่อเก็งกำไรหากราคาหุ้นขึ้น หรือสถานะฝั่งขายเพื่อเก็งกำไรหากราคาหุ้นลง เพื่อรองรับกับนักลงทุนที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการซื้อขายที่ทำให้ลูกค้าสามารถใช้ในการบริหารความเสี่ยงหรือเก็งกำไรได้ทั้งคู่ ซึ่งหากดูจากสถิติจะพบว่า การเติบโตของการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงหุ้นรายตัวนี้มีการเติบโตสูงขึ้นมากในรอบ 12 เดือนโดย ณ วันที่ 2 พ.ย. 2560 มีสถานะคงค้าง 2.51 ล้านสัญญา ในขณะที่วันที่ 2 พ.ย. 2559 มีสถานะคงค้าง 1.57 ล้านสัญญา คิดเป็นการเติบโตสูงถึงเกือบ 60%

การซื้อขายฟิวเจอร์สเป็นธุรกรรมที่สามารถทำได้ด้วยการวางหลักประกันเท่านั้น ไม่ต้องใช้เงินซื้อขายเต็มจำนวนมูลค่าของอ้างอิง นั่นทำให้มีอัตราทดของการลงทุนสูงมาก โดยมักจะเป็นสิบเท่าขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าเวลานักลงทุนเก็งกำไรถูกทางก็อาจกำไรมาก

แต่เมื่อขาดทุนก็อาจขาดทุนได้มากเช่นกัน และยิ่งถ้าเป็นการซื้อขายแบบบล็อกเทรดที่เป็นรายการซื้อขนาดใหญ่มูลค่าหลายแสนหรือล้านบาทด้วยแล้ว ผลกระทบที่เป็นตัวเงินต่อนักลงทุนก็อาจสูงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำนักลงทุนทุกท่านคือ

ถึงแม้อัตราการวางหลักประกัน หรือมาร์จิ้น ตามที่ตลาด TFEX จะกำหนดไว้อย่างไร แต่สิ่งที่ท่านพึงกระทำคืออย่าลงทุนเกินตัว หรือ Over-Trade เพราะตราสารชนิดนี้ถือเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงจากการมีอัตราทดสูง ข้อแนะนำก็คือท่านควรใส่เงินหลักประกันไว้ในบัญชีเพื่อเป็นการปรับระดับของอัตราทดโดยตัวท่านเองให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ท่านรับได้ เพื่อให้มีสภาพคล่องรองรับตลาดที่มีความผันผวน บริหารความเสี่ยงให้เป็น และที่สำคัญมาก คือต้องมีวินัยในการลงทุน เพราะการเทรดฟิวเจอร์สนี่ในบางกรณีถ้าตลาดผันผวนมากๆ และเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ท่านมีสถานะไว้ นอกจากจะกินเงินทุนที่ท่านใส่ไว้ในบัญชีแล้ว อาจทำให้ท่านติดหนี้เพิ่มได้ ดังนั้น ก่อนลงทุนในตราสารอะไร ต้องทำความเข้าใจดีๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท