
สหรัฐคลายหมุดเอเชีย สลายขั้วลุยค้าเดี่ยว
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์มาถึงช่วงโค้งสุดท้ายแล้วกับทริปเดินทางเยือน 5 ชาติเอเชียของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่เยือนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และเวียดนามไปแล้ว ผู้นำสหรัฐก็จะร่วมประชุมกับ 10 ผู้นำชาติอาเซียน ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ในวันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมนอกรอบอาเซียนซัมมิท 10 ประเทศ และต่อด้วยการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก 16 ชาติ ในวันที่ 14 พ.ย.
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
มาถึงช่วงโค้งสุดท้ายแล้วกับทริปเดินทางเยือน 5 ชาติเอเชียของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่เยือนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และเวียดนามไปแล้ว ผู้นำสหรัฐก็จะร่วมประชุมกับ 10 ผู้นำชาติอาเซียน ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ในวันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมนอกรอบอาเซียนซัมมิท 10 ประเทศ และต่อด้วยการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก 16 ชาติ ในวันที่ 14 พ.ย.
แต่งานนี้อาจไม่ต้องรอให้จบการประชุมที่ฟิลิปปินส์ เพราะตลอดกว่าครึ่งค่อนทางที่ทรัมป์ได้ไปพบปะพูดคุยกับบรรดาชาติพันธมิตรสำคัญในเอเชียนั้น ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า หมุดที่รัฐบาลชุดก่อนในสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ปักเอาไว้เพื่อ หมายมั่นให้สหรัฐกลับมามีอิทธิพลในเอเชียอีกครั้ง (Pivot to Asia) กำลังถูกถอนออกไป
การรวมพลังกับชาติพันธมิตรในเอเชียวันนี้ เป็นเพียงการร่วมมือด้านความมั่นคงและการเปิดตลาดอาวุธเพื่อจุดมุ่งหมายรับมือกับภัยคุกคาม "เกาหลีเหนือ" เท่านั้น ส่วนที่เหลือคือการสลายขั้วแบบตัวใครตัวมัน เพื่อเผชิญหน้าด้านการทูตและการค้าแบบ "ตัวต่อตัว" กับสหรัฐเอง
ในทริปการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปีของประวัติศาสตร์สหรัฐ ทรัมป์ได้เน้นย้ำชัดเจนในด้านความมั่นคงที่พร้อมให้และขอความร่วมมือจากเอเชียในการจัดการกับเกาหลีเหนือ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ "แข็งกร้าว" กับ "การค้า" กับหลายชาติในเอเชียที่ต่างมีการค้าเกินดุลกับสหรัฐ ซึ่งทรัมป์มองว่า "ไม่เป็นธรรม"
ทรัมป์ได้กล่าวย้ำจุดยืนของสหรัฐในการไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลงการค้าในระดับพหุภาคี ทำให้การจะเจรจาการค้ากับสหรัฐนั้นจึงเหลือเพียงการเจรจาสองฝ่ายเท่านั้น และขึ้นอยู่กับแต่ละชาติจะดำเนินการเจรจาการค้ากับเขตเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งมีการบริโภคคิดเป็น 2 ใน 3 ของขนาดเศรษฐกิจ ได้ด้วยตัวเองอย่างไร
"ผมจะทำข้อตกลงการค้าสองฝ่ายกับประเทศใดก็ตามในอินโดแปซิฟิกที่ต้องการจะเป็นคู่ค้ากับเรา ซึ่งจะอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมซึ่งกันและกัน" ทรัมป์ กล่าวในการประชุมนอกรอบระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย (เอเปก)
ขณะที่ทางฝั่งทวีปอเมริกา สหรัฐพยายามแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ควบคู่ไปกับการชักชวนให้เปิดการเจรจาสองฝ่ายกับแคนาดาและกับเม็กซิโก ในด้านของเอเชีย ทรัมป์ก็เจรจาการค้าเสรีระหว่างเกาหลีใต้เสียใหม่ เพื่อแก้ไขการค้าขาดดุลกับเกาหลีใต้ที่สูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.91 แสนล้านบาท) ในปีที่แล้ว
ในการเจรจาแก้ไขข้อตกลง ดังกล่าว สหรัฐเตรียมผลักดันให้เกาหลีใต้นำเข้าสินค้าเกษตรและรถยนต์จากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสินค้าทั้งสองชนิดเป็นสินค้าที่อ่อนไหวสำหรับประเทศที่ต้องการปกป้องเกษตรกรจากสินค้านอก และมีการผลิตรถยนต์เองในประเทศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่ใช่แค่เกาหลีใต้เท่านั้น ที่สหรัฐต้องการผลักดันสินค้าทั้งสองชนิด แต่กับญี่ปุ่นเอง ซอนนี่ เพอร์ดู รัฐมนตรีเกษตรสหรัฐ เคยกล่าวว่า จะผลักดันให้ญี่ปุ่นลดอุปสรรคทางการค้าเพื่อเปิดรับสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะเนื้อวัว ให้มีความคล้ายคลึงกับข้อตกลงการค้าเสรีญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย ที่ญี่ปุ่นลดกำแพงภาษีลง
ในระหว่างการเดินทางเยือนญี่ปุ่น ทรัมป์ได้กล่าวว่า การค้าระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นนั้นเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม
"พวกเราต้องการการค้าที่ยุติธรรมและเปิดกว้าง แต่ในปัจจุบันการค้าของเรากับญี่ปุ่นไม่เป็นธรรม และไม่เปิดกว้าง ทำให้สหรัฐต้องเผชิญปัญหาการค้าขาดดุลอย่างหนักกับญี่ปุ่นมานานหลายปี รถยนต์หลายล้านคันของญี่ปุ่นจำหน่ายในสหรัฐ แต่กลับไม่มีรถยนต์สหรัฐขายในญี่ปุ่น" ทรัมป์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกชาติจะเจรจาการค้าระดับทวิภาคีกับสหรัฐ
ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะดำเนินการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐที่มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขการค้าขาดดุล โดยในการพบปะนัดที่สองของเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองชาติ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ล้มเหลวลง เมื่อญี่ปุ่นปฏิเสธไม่ได้กีดกันการค้ารถยนต์สหรัฐ และไม่ต้องการนำสินค้าเกษตรขึ้นมาพูดคุยในการเจรจา
ญี่ปุ่นพึ่งพาตัวเองในการเป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดันความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) หลังสหรัฐประกาศถอนตัวออกจากความตกลงดังกล่าวทันทีที่ทรัมป์ขึ้นรับตำแหน่ง โดยในการเจรจานอกรอบระหว่างประชุมเอเปก ชาติทีพีพีที่เหลืออีก 11 ชาติ เห็นพ้องเดินหน้าทีพีพีต่อ และเปลี่ยนชื่อความตกลงเป็น "ข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก" (ซีพีทีพีพี : CPTPP)
ซีพีทีพีพีประกอบด้วยเงื่อนไขข้อกำหนด 7 ส่วน ซึ่งมาจากข้อตกลงทีพีพีฉบับเดิม และตัดข้อตกลงที่เจรจากันไม่ลงตัว 20 หมวดออกไป ซึ่ง 11 เรื่องจากจำนวนดังกล่าวเป็นประเด็นในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ยังเจรจาไม่ลงตัวก่อนหน้านี้ โดยซีพีทีพีพีจะมีผลบังคับภายในเวลา 60 วัน หลัง 6 ประเทศสมาชิก จากทั้งหมด 11 ประเทศให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ซีพีทีพีพีใหม่นี้ยังมีประเด็นที่เจรจาไม่ลงตัวอีกมาก โดย ฟรองซัวส์-ฟิลลิป แชมเปญ รัฐมนตรีพาณิชย์ของแคนาดา ซึ่งเป็นชาติที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงจนทำให้การเจรจาต้องล่าช้าจากวันที่ 10 พ.ย. ล่วงเลยไปจนวันสุดท้ายของการประชุมเอเปก เมื่อวันที่ 11 พ.ย. กล่าวว่า ยังมีอีกหลายประเด็นมากที่ยังเจรจาไม่ลงตัว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ รายงานว่า มาเลเซียและบรูไนยังต้องใช้เวลาอีกมากในการจัดการกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในข้อตกลงเดิมของทีพีพีนั้นเรียกร้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและจำกัดการเข้าไปบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจของรัฐ ขณะที่เวียดนามยังต้องปรับปรุงมาตรฐานแรงงานเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร
ดังนั้น แม้การค้าในระดับพหุภาคีซึ่งเป็นมรดกสมัยประธานาธิบดีคนก่อนอย่าง บารัก โอบามา จะเดินหน้าต่อไป แต่กลับยังไม่มีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ และยังคงปราศจากประเทศผู้ให้กำเนิดอย่างสหรัฐที่เป็นตลาดที่หลายฝ่ายต้องการเข้าถึง โดยเฉพาะหลายชาติในอาเซียนที่เข้าร่วมทีพีพีเพื่อตลาดสหรัฐแต่ทีแรก
หากต้องการจะเข้าถึงตลาดสหรัฐ ยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของทรัมป์ นั่นคือ ต้องหันไปนั่งโต๊ะเจรจาในระดับทวิภาคีเท่านั้น
ทรัมป์เปิดเผยในแถลงการณ์ร่วมกับประธานาธิบดี เจิ่น ด่าย กวาง ของเวียดนาม ซึ่งเป็นชาติที่จะได้ประโยชน์กับการส่งออกมากที่สุดหากสหรัฐยังอยู่ในทีพีพีว่า สหรัฐต้องการให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกมายังสหรัฐที่เติบโตเร็วที่สุด ในขณะที่สหรัฐสามารถส่งออกสินค้าและบริการมายังเวียดนามได้เช่นกัน ทั้งพลังงาน สินค้าเกษตร การบริการการเงิน และการบิน
หลายอย่างที่สหรัฐต้องการ ส่งออกมานั้น ธุรกิจเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงของการสร้างตัว และการมาถึงของสหรัฐจะทำให้การแข่งขันของ ธุรกิจเวียดนามสูงขึ้น ซึ่งเวียดนาม ยังต้องเจรจาอีกมากเพื่อให้ผลประโยชน์ลงตัว
คู่ค้าของสหรัฐในแต่ละชาติจึงต้องดำเนินการด้วย "ตัวเอง" โดยไม่อาจรวมเป็นกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองได้อีกแล้ว







