สุภาษิต ‘สามคนกลายเป็นเสือ’ จำนวนคนลือ ไม่ใช่ความน่าเชื่อถือที่แท้จริง
ยุคจ้านกว๋อ แผ่นดินจีนประกอบด้วยหลายแคว้น เป็นธรรมดาที่แต่ละแคว้นมักไม่ไว้วางใจกัน
ยุคจ้านกว๋อ แผ่นดินจีนประกอบด้วยหลายแคว้น เป็นธรรมดาที่แต่ละแคว้นมักไม่ไว้วางใจกัน ในยุคนั้นจึงคิดค้นระบบตัวประกันขึ้น ซึ่งก็คือ แคว้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าจะขอตัวลูกหลานของอ๋องแคว้นพันธมิตรไปไว้ในแคว้นตน เพื่อไม่ให้อีกแคว้นคิดหักเหลี่ยมหักหลังกันง่ายๆ
ครั้งหนึ่งแคว้นเว่ยทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับแคว้นจ้าว จึงต้องส่งองค์ชายแคว้นเว่ยไปเป็นตัวประกันตามธรรมเนียม
องค์ชายแคว้นเว่ยไม่ได้ไปเดี่ยว อ๋องแคว้นเว่ยเลือกขุนนางที่ชื่อผังชงไปคอยดูแลองค์ชาย
ผังชงอาจเป็นคนตรงที่สร้างศัตรูไว้เยอะ หรือไม่ก็รู้ว่าการกระทำของตนมีโอกาสถูกคนอื่นเข้าใจผิดได้ง่าย จึงมีความกังวลเกิดขึ้นในใจว่า เมื่อเขาห่างเหินจากแคว้นไป อาจเกิดข่าวลือเรื่องของตนลับหลัง
ก่อนไปผังชงจึงกราบทูลอ๋องแคว้นเว่ยว่า “หากมีคนมารายงานกับพระองค์ว่ากลางถนนในตัวเมืองมีเสืออยู่ตัวหนึ่ง พระองค์จะเชื่อหรือไม่?”
“ไม่เชื่อแน่นอน” อ๋องแคว้นเว่ยตอบอย่างฉับไว “เสือที่ไหนจะเข้าเมืองมาอยู่กลางถนนได้”
“แล้วถ้ามีอีกคนมาบอกกับท่านว่ามีเสืออยู่กลางถนนเป็นคนที่สองล่ะ?” ผังชงถามต่อ
“เอ... ถ้ามีคนที่สองมาบอก งั้น ข้าก็คงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” อ๋องแคว้นเว่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด
ผังชงถามอีก “แล้วถ้ามีคนที่สามมาบอกว่ามีเสืออยู่กลางถนนล่ะ?”
“ถ้าใครๆ ก็บอกอย่างนี้ งั้นข้าก็คงต้องเชื่อแล้วล่ะ” อ๋องแคว้นเว่ยตอบด้วยสีหน้าไม่เห็นมีอะไรแปลก
ผังชงจึงกล่าวกับอ๋องแคว้นเว่ยว่า
“ที่จริงบนถนนในเมืองไม่มีเสือมาวิ่งเพ่นพ่าน แต่เพียงแค่คำพูดของคนสามคนเท่านั้น ก็สามารถทำให้พระองค์เชื่อได้ว่าบนถนนมีเสือ อยู่จริง”
“จะว่าไปในท้องพระโรงตรงนี้กับถนนในเมืองอยู่ไม่ไกลกัน นับว่ายังง่ายต่อการพิสูจน์ความจริง แต่แคว้นจ้าวกับแคว้นเว่ยห่างกันไกล เมื่อข้าพระองค์ต้องจากไปดูแลองค์ชายแล้ว น่ากลัวว่าจะไม่ได้มีคนมาเล่าลือข่าวผิดๆ เกี่ยวกับข้าพระองค์ แค่สองสามคนเท่านั้น”
อ๋องแคว้นเว่ยได้ฟังแล้วก็คิดตาม จากนั้นจึงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว ถ้ามีใครมาว่าร้ายเจ้า ข้าจะไม่เชื่อแน่นอน”
จริงดังคาด หลังจากที่ผังชงเดินทางจากแคว้นเว่ยไปไม่นาน ก็มีคนเล่าข่าวลือเกี่ยวกับผังชงให้กับอ๋องแคว้นเว่ยฟังอยู่เสมอ แรกเริ่มอ๋องแคว้นเว่ยก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อได้ฟังคำให้ร้ายผังชงซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ๋องแคว้นเว่ยคงคิดไปว่าผังชงมีชนักติดหลังเลยพูดดักทางตนไว้ก่อนไป จึงหลงเชื่อในข่าวลือ อ๋องแคว้นเว่ยเรียกตัวผังชงกลับ ปลดผังชงออก แถมมีบัญชาห้ามผังชงเหยียบย่างเข้าวังอีกต่อไป
เรื่องข้างต้นนี้กลายเป็นสุภาษิตจีนที่ว่า “สามคนกลายเป็นเสือ” (&<9977;&>0154;&>5104;&&4382;) สำหรับสอนใจว่าคำเล่าลือที่พูดย้ำพูดซ้ำกันหนาหู ทำให้เรื่องเท็จถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริงได้
กรณีนี้ถ้าอ๋องแคว้นเว่ยได้ครุ่นคิดให้ดี อาจพบได้ว่าคนที่เข้ามาใส่ร้ายอาจเป็นศัตรูทางการเมือง เป็นข่าวลือที่มีจุดประสงค์ มีแรงจูงใจเบื้องหลัง
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่ข่าวลือที่มีจุดประสงค์จะใส่ร้ายที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะยังมีสุภาษิตจีนที่เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันที่ว่า “เจิงเซินฆ่าคน” (&>6366;&>1442;&>6432;&>0154;)
เจิงเซินเป็นศิษย์ของขงจื้อ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐจิตใจดีงาม วันหนึ่งมีเหตุผู้ร้ายฆ่าคนตาย ซึ่งฆาตกรบังเอิญมีชื่อแซ่ซ้ำกับเจิงเซิน คนในหมู่บ้านเดียวกับเขาได้ยินข่าวเข้า เข้าใจผิดว่าเป็นเจิงเซินลูกชายของเพื่อนบ้าน จึงรีบไปบอกกับแม่ของเจิงเซินว่า “แย่แล้วๆ เจิงเซินฆ่าคนตาย!”
“จะบ้าหรือ! เป็นไปไม่ได้ เจิงเซินไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น” แม่ของเจิงเซินกำลังทอผ้าอยู่ นางรู้จักเจิงเซิน และมั่นใจในตัวเขาดี ไม่คิดแม้แต่จะหันหน้าขึ้นมาสนใจเพื่อนบ้านคนนั้น
สักพัก เสียงเพื่อนบ้านอีกคนตะโกนดังมาแต่ไกล “ซวยแล้ว! เจิงเซินฆ่าคนตาย!” แต่แม่ของเจิงเซินก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี
และต่อมาก็มีเพื่อนบ้านคนที่สามมาบอกว่า “รีบหนีเร็ว เจิงเซินไปก่อเรื่องฆ่าคนตายเข้าให้แล้ว!”
เพื่อนบ้านคนนี้ไม่ได้มาแค่ข่าวคราว แต่ยังมาพร้อมคำแนะนำ ไม่ทันขาดคำ แม่ของเจิงเซิน ทิ้งเครื่องทอผ้าวิ่งแจ้นรีบหนีออกไปจากบ้าน
ตัวอย่างแม่ของเจิงเซินจึงเป็นอีกกรณี ข่าวลือนี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาไม่ดี อีกทั้งฆาตกรรมก็มีอยู่จริง แต่เกิดจากความผิดพลาดทางการสื่อสาร
ทั้งสองเรื่องยังเน้นย้ำสิ่งเดียวกันว่า ปริมาณคนลือ มักส่งผลต่อความเชื่อของเรา
ตัวอย่างเมื่อหลายพันปีก่อนข้างต้น คือมีคนหลากหลายคนร่วมย้ำข่าวลือเดียว ความน่าเชื่อถือจึงยังขึ้นอยู่กับความมากหน้าหลายตาของผู้กระจายข่าว หากมีขุนนางข้างกายอ๋องแคว้นเว่ย หรือเพื่อบ้านของเจิงเซินเพียงคนเดียวลือเรื่องให้ฟังซ้ำๆ กันสามครั้ง ย่อมไม่น่าเชื่อถือเท่ามีหลายต่อหลายคนร่วมลือสิ่งเดียวกัน
ที่ต้องระวังคือในปัจจุบันข่าวลือสามารถซ่อนตัวอยู่ในใบหน้าของความหลากหลาย ทั้งๆ ที่แหล่งข่าวอาจมากจากแหล่งเดียว
ข่าวมาจากแหล่งเดียวไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องระวังเพราะมันมักลวงเราให้เข้าใจว่าน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วยการเคลือบผิวให้ดูหลากหลาย
ที่จริงทั้งสองเรื่องข้างต้นก็ไม่ได้ผิดพลาดที่เริ่มโอนเอียงเชื่อข่าวลือ กระบวนการโอนเอียงเป็นกระบวนการที่ทำให้เรากลับมาทบทวนข้อเท็จจริงเดิมที่เคยเชื่อ ผังชงอาจจะเป็นขุนนางที่มีพฤติกรรมแย่ๆ ก็เป็นได้ เจิงเซินก็ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิพลั้งมือฆ่าคนตายได้เช่นกัน ปักใจเชื่อมั่นในความคิดเดิมย่อมไม่ใช่ทางออกที่ถูกอยู่ดี
แต่ประเด็นของความผิดพลาดอยู่ที่อ๋องแคว้นเว่ย ตั้งแง่รังเกียจผังชง สั่งห้ามเขาเข้าวัง ปิดโอกาสไม่ให้ผังชงได้ชี้แจงใดๆ และผิดที่แม่ของผังชงวนเวียนกับข่าวสารที่คับแคบไป ไม่หยุดคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ และไม่คิดสืบหาต้นตอแหล่งข่าวให้ละเอียดลออก็เลือกเตลิดหนีไปซะก่อน
นอกจากปริมาณคนลือไม่ใช่สิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือแล้ว การปักใจเชื่อหนักแน่นเพียงเพราะปริมาณคนลือ แล้วแถมยังปิดใจที่จะพิสูจน์นี่แหละ คืออันตรายที่แท้จริง


